RSS

ฝึกโยคะ (2)

ฝึกโยคะ (ต่อ)
จะว่าไปแล้ว การฝึกโยคะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของผม เมื่อสมัยยังหนุ่ม ยังไม่มีอาการของโรคนี้ ก็เคยลองฝึกโยคะท่าสุริยะนมัสการ ซึ่งเป็นเสมือนกระบวนท่าไหว้ครูของการฝึกโยคะ ตอนนั้นเพื่อนรักคนหนึ่งเอาเอกสารการฝึกโยคะท่านี้มาให้ เป็นเอกสารโรเนียว(เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักแล้วว่าโรเนียวคืออะไร ไม่ต้องอธิบายละกัน เพราะเพื่อนๆเฟสบุ๊กผมน่าจะรู้จักกันทุกคน ฮ่าฮ่า) ตอนนั้นยังไม่มี xerox ด้วยซ้ำไม่ต้องพูดถึงเว็ปเพจหรือคอมพิวเตอร์ โยคะก็ไม่ได้แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ไม่ค่อยมีใครฝึกหรอก พูดถึงโยคะ ก็จะนึกไปถึง โยคีฤาษีชีไพรผอมแห้งเห็นแต่ซี่โครงตามภาพเขียนหรือปูนปั้นที่วัดโพธิ์โน่น เพื่อนผมคนนี้เขาสมถะและมีวัตรปฏิบัติที่เรียบง่าย กินอาหารมังสวิรัติหรือชีวจิตมาตั้งแต่เป็นนักเรียนสวนกุหลาบด้วยกัน เขาฝึกจนชำนาญจดจำท่าได้หมด มีโอกาสมาเจอกันเขาก็เอาเอกสารนี้มาด้วย อยากให้ผมลองฝึกดู บอกว่าดีต่อสุขภาพ ระบบภายในร่างกาย ทั้งหัวใจปอดม้ามตับไตใส้พุงดีหมดว่างั้นเถอะ ผมก็รับมาแล้วก็ลองฝึกอยู่พักนึง ไม่นานก็พอทำได้ ตอนนั้นจำได้ว่า ยากตรงการหายใจ ส่วนร่างกายตอนนั้นยังยืดหยุ่นอยู่แม้ท่าจะลำบากหน่อย แต่ก็พอทำได้ไม่ยากนัก ผมฝึกอยู่ไม่นานนักก็เลิก เพราะตอนหนุ่มๆนั้น มีอะไรที่น่าทำมากกว่าโยคะเยอะ อิอิ 😊😊
นั่นคือเมื่อนานมาแล้ว สามสิบกว่าปีเห็นจะได้ มาในตอนนี้ ก็อย่างที่เล่า แค่ท่าพื้นฐานง่ายๆยังทำไม่ได้เลย ยังไม่ต้องไปนึกถึงท่าสุริยะนมัสการหรอก เมื่อวันแรกผ่านไป ผมก็ตั้งใจว่า จะลองฝึกดูอย่างต่อเนื่อง ลองสักตั้งนึง ดูสิว่าจะเป็นไง ฟังจากอาจารย์วัชรปราชญ์ท่านก็ว่า หากคนปกติธรรมดามาฝึก ตอนแรกร่างกายยังไม่ยืดไม่คลายก็ปวดเมื่อยหน่อย แต่อย่างมากแค่สักเดือนเดียวสองเดือนก็จะเห็นผลแล้วว่าทำได้และดีต่อสุขภาพร่างกายยังไง แต่ท่าทางผมไม่ปกติธรรมดา (ฮ่าฮ่า คือผิดมนุษย์ปกติเขาน่ะ ไม่ใช่วิเศษวิโศอะไรหรอก) คงจะต้องใช้เวลามากกว่านั้น อาจเป็นปีหรือหลายปีถึงจะเห็นผล ผมเองก็เข้าใจอยู่ว่า ผมมีอาการอย่างนี้มาเป็นสิบปี หากแม้โยคะช่วยได้ แต่น่าจะต้องใช้เวลาและความพยายาม วันแรกนี่ดูแล้วมันห่างไกลเหลือเกิน
วันรุ่งขึ้นผมก็ไปอีก ทำอย่างเดิม เริ่มจากการวอร์มร่างกายและการหายใจห้าท่า แล้วก็เริ่มทำท่าเดิมที่อาจารย์เริ่มไว้ให้สามท่านั้น ผมทำวนไปเรื่อย จากท่าที่หนึ่งไปสองไปสามแล้วก็กลับมาท่าที่หนึ่งอีก วนอยู่อย่างนั้น อาจารย์เขาก็สอนคนอื่นไป แต่คงสังเกตุผมอยู่เรื่อย จนผมทำได้สักชั่วโมงนึง อาจารย์ก็มาบอกว่า วันนี้จะเพิ่มให้อีกสองท่า แล้วก็ทำให้ผมดูท่าที่สี่ (อ้อ ลืมบอกไปว่า ระหว่างทำเสร็จแต่ละท่า ก็จะต้องอยู่ในท่าพัก คือท่ายืนตรง ส้นเท้าปลายเท้าชิดกัน มือประนมไว้ที่หน้าอก ไม่ใช่พักแบบปล่อยตัวตามสบาย แล้วก็ต้องหายใจเข้าออกช้าๆต่อไป นับต่อเป็นลมหายใจว่า จะพักกี่ลมหายใจ เมื่อครบแล้วก็ทำต่อ ผมพักประมาณหกถึงสิบห้าลมหายใจ แล้วแต่เหนื่อยมากเหนื่อยน้อย เหงื่อยังออกเหมือนน้ำราด ชุ่มไปหมดทั้งตัว ทั้งเสื่อปู)
ท่าที่สี่นี้ ท่าเตรียมให้กางขาทั้งสองข้างออกกว้างกว่าท่าที่สามอีกฟุตนึงเป็นสี่ฟุต แต่ปลายเท้าทั้งสองข้างชี้ตรงไปข้างหน้า ส่วนมือทั้งสองข้างประนมอยู่หว่างอกเหมือนเดิม เมื่อเริ่มก็หายใจเข้าช้าๆ แล้วหันไปทางขวาก่อน เท้าซ้ายและขวาหันเหมือนท่าที่สาม คือเท้าซ้ายหันสี่สิบห้าองศา เท้าขวาหันเก้าสิบองศา หันหน้าและลำตัวตามมา กางเขนเสมอแนวไหล่ขนานพื้นตามแนวเท้า แล้วย่อเข่าขวาจนขาท่อนล่างตั้งแต่เข่าลงไปตั้งตรง ขาซ้ายเหยียดตรงไว้ ส่วนฝ่ามือขวาวางลงที่พื้นชิดกับเท้าขวาด้านใน มือซ้ายชูขึ้นตรงในอากาศ หน้าแหงนมองปลายมือซ้าย สุดแล้วหายใจออกช้าๆ (อาจารย์บอกว่า คนที่ทำจนชำนาญแล้ว จะวางมือขวาไว้ตรงเท้าขวาด้านนอกโดยแขนขวาก็อยู่ด้านนอกเข่าขวาด้วย แล้วอาจารย์ก็ทำให้ดู) ค้างไว้อย่างนี้หกลมหายใจก่อน (หกลมหายใจนี้สำหรับผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ และให้เพิ่มขึ้นเป็นแปด เป็นสิบ เป็นสิบสองลมหายใจหรือมากกว่านั้น โอมายก้อด จะทำได้ไง) แล้วกลับมาท่าเตรียม แล้วจึงเปลี่ยนเป็นด้านซ้าย ทำคล้ายกัน
ท่าที่สี่นี้ ผมย่อเข่าขวาไม่ลงมันยึดไปหมดทั้งตัว ปวดจนขาสั่นพั่บพั่บ และไม่สามารถก้มลงเอามือขวาแตะพื้นได้เลย แขนซ้ายไม่ต้องพูดถึง ยกไม่ขึ้นเหมือนเคย หน้าก็แหงนไม่ได้ ลำตัวก็ยึด เหมือนคนพิการยังไงยังงั้น สั่นไปทั้งตัว อาจารย์เลยบอกว่า หากมือขวายังแตะพื้นไม่ได้ ให้ใช้แขนขวาท่อนล่างบริเวณศอกวางที่หน้าขาขวาหรือใกล้เข่าขวาแทนก่อน แล้วพยายามย่อเข่าลงไปให้ขาขวาท่อนล่างตั้งตรงให้ได้มากที่สุดก่อน ส่วนมือซ้ายก็พยายามยกเหยียดให้มากที่สุด หน้าก็พยายามแหงนมองปลายมือเอาไว้ ได้แค่ไหนแค่นั้น และที่สำคัญอย่าลืมการหายใจ ผมก็พยายามทำตามด้วยความทรมานอย่างยิ่ง เมื่อครบหกลมหายใจ ผมก็เหมือนปล่อยพรวดลมหายใจที่หายใจลำบากนั้นออกมา ก่อนกลับมาท่าเตรียม อาจารย์ก็บอกว่า ให้ระวังอย่าปล่อยให้ลมหายใจพุ่งพรวดอย่างนั้น เพราะอาจหน้ามืดได้ พยายามคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอตลอดเวลา
ผมพยายามทำท่าที่สี่นี้ด้วยความยากลำบาก ลำบากกว่าท่าที่สามอีก ด้านซ้ายก็เช่นกัน ทำไม่ได้ ยังคงต้องใช้ท่อนแขนวางที่หน้าขาแทนแตะพื้น แค่นั้นยังตัวและขายังสั่นทุกครั้ง รู้สึกเหนื่อยและปวดมาก แต่ผมก็ใส่สมาธิไปที่การหายใจอย่างเข้มงวด แล้วก็ทนทำซ้ำๆอยู่อย่างนั้นเป็นสิบเที่ยว ขวาซ้ายสลับกันไป จนเหงื่อท่วมนองไปหมด เหนื่อยนักก็มาอยู่ท่าพักที่กล่าวไว้ข้างต้น ไม่ปล่อยตัวหรือวางสมาธิจากลมหายใจเลย อาจารย์วัชรปราชญ์คงจะสังเกตุดูตลอด แล้วท่านก็มาบอกว่า เอาล่ะ เดี๋ยวจะให้อีกท่านึงเป็นท่าที่ห้า เอาไว้ทำในสัปดาห์แรกนี้ห้าท่าวนกันไป
ท่าที่ห้านี้ ท่าเตรียมเหมือนท่าที่สี่ คือเท้ากว้างสี่ฟุตปลายเท้าตรงไปข้างหน้าและมืออยู่หว่างอก เมื่อเริ่มก็เริ่มจากทางขวาก่อน หายใจเข้าช้าๆ หันเท้าและวางเท้าทั้งสองข้างไปทางขวาเหมือนเดิม หันหน้าและลำตัวตามมา แต่มือและแขนยังไม่ต้องกางออก ประนมอยู่หว่างอกไว้ก่อน ย่อเข่าขวาลงให้ขาขวาท่อนล่างตั้งตรงไว้ ส่วนขาซ้ายเหยียดตรงไม่งอ ลำตัวตั้งตรงพร้อมกันนั้นให้ยืดชูมือที่ประนมนั่นขึ้นเหนือศรีษะ ให้แขนทั้งสองข้างแนบหู เงยหน้าขึ้นมองที่มือ สุดแล้วหายใจออกช้าๆ ค้างไว้หกลมหายใจ(ท่านี้ อาจารย์ทำให้ดู ลำตัวด้านหน้าต้องหันมาทางขวาและลำตัวที่หันมาและแขนที่ชูเหยียดนั้นจะแอ่นไปด้านหลังด้วย) เสร็จแล้วกลับมาท่าเตรียม แล้วจึงเปลี่ยนเป็นด้านซ้ายทำคล้ายกัน
ผมทำท่าที่ห้าด้วยความยากลำบากสุดๆเหมือนเดิม (ลำบากมันทุกท่านั่นล่ะ ฮ่าฮ่า) ไม่สามารถหันลำตัวไปได้ ติดที่สะโพกและด้านข้างลำตัว ไม่ว่าจะหันด้านไหนซ้ายหรือขวา ขาก็ย่อไม่ลง มือก็ยื่นชูไม่ขึ้น หน้าก็เงยไม่ได้ ท่านี้ยากกว่าทุกท่า ตัวและขาสั่นอย่างหนัก หายใจก็ลำบากกว่าท่าอื่น แต่ก็ทนทำ ใส่สมาธิอยู่กับลมหายใจ ทำซ้ำๆอยู่หลายครั้ง แล้วก็เริ่มเปลี่ยนมาทบทวนตั้งแต่ท่าที่หนึ่งมาถึงท่าที่ห้า จนครบสองขั่วโมงเศษ ได้เวลาที่อาจารย์ให้ทำท่าศพเป็นท่าก่อนเลิก ผมนอนจมกองเหงื่ออยู่อย่างนั้นจนเกือบจะหลับไปเพราะเหนื่อยมาก ท่าศพนี้เป็นท่าที่สบายที่สุดเลย แม้ว่า คอและตัวผมจะยังเกร็งอยู่นานกว่าศรีษะด้านหลังของผมจะแตะพื้น ฝ่ามือยังหงายไม่ได้ แต่มันรู้สึกโล่งและสบายมาก อาจเป็นเพราะอะดีนารินที่หลั่งออกมาก็ได้
ผมยังไปฝึกอีกวันเป็นวันที่สาม ทำท่าที่หนึ่งถึงห้าซ้ำวนเวียนอยู่อย่างนั้น ยังเหงื่อท่วมเสื่อเหมือนเดิม แม้ว่าระหว่างที่ฝึกจะลำบากทรมานและปวดตามลำตัวอย่างมาก แต่เมื่อฝึกเสร็จสิ้นแล้วจะรู้สึกโล่งสบายตัวมาก อาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบ้างเพราะต้องใช้กำลังเกร็งตัว วันต่อมาจำได้ว่าเป็นวันหยุดสองสามวันติดกันมั้ง ไม่ได้ไปฝึกที่สวน แต่ผมก็ฝึกต่อที่บ้าน ทำตามที่อาจารย์บอกมา จากนั้นมา ผมก็ทนฝึกอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันไหนไปฝึกกับอาจารย์ได้ก็ไป วันไหนไปไม่ได้ ก็หาเวลาฝึกที่บ้าน ฝึกทุกวันไม่เคยขาด โดยระหว่างฝึกสมาธิจรดจ่อกับลมหายใจ พยายามควบคุมลมหายใจให้ยาวและสม่ำเสมอ จนรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจได้ตลอดเวลา ครั้งใดที่เหนื่อยจนหัวใจเต้นเร็วมากขึ้น ยิ่งต้องควบคุมการหายใจให้สม่ำเสมอช้าๆเข้าไว้ สักพักหัวใจก็จะกลับมาเต้นช้าลง แล้วผมก็พบว่า สามารถควบคุมลมหายใจตนเองระหว่างฝึกโยคะได้มากขึ้นดีขึ้นเป็นลำดับ 
ผมฝึกต่อเนื่องมาได้สองอาทิตย์ ระหว่างนั้นอาจารย์แนะนำให้ทำท่าฝึกเพิ่มขึ้นมาอีกสามท่า เป็นท่าฝึกในท่ายืนเหมือนกัน ดังนี้
ท่าที่หก ท่าเตรียม กางขาออกกว้างเท้าทั้งสองข้างห่างกันสามฟุต ปลายเท้าทั้งสองข้างชี้ตรงไปข้างหน้า ไขว้แขนสองข้างมาขัดกันด้านหลัง มือซ้ายจับข้อศอกขวา มือขวาจับจ้อศอกซ้าย (คล้ายกอดอกแต่อยู่ด้านหลัง) หากจับไม่ถึง พยายามจับให้ลึกมากที่สุด เป็นท่าเตรียม หายใจเข้าพร้อมหันไปทางขวา (เท้าทั้งสองข้างหันเหมือนท่าก่อน) แล้วค่อยๆก้มลงพร้อมกับหายใจออกช้าๆ ขาทั้งสองข้างเหยียดตรงเข่าไม่งอ ตัวก้มลงจนลำตัวด้านหน้าและหน้าผากแนบกับขาขวาท่อนบนและเข่าขวา ค้างไว้แล้วหายใจเข้าออกต่อเนื่องหกลมหายใจ ครบแล้วขึ้นมาอยู่ท่าเตรียม แล้วเปลี่ยนทำด้านซ้ายคล้ายกัน อาจารย์ทำให้ดูอย่างสมบูรณ์ตามที่กล่าวนี้ ส่วนผมนั้นแค่เอามือทั้งสองมาขัดไว้ด้านหลังก็ลำบากแล้วจับได้แค่บริเวณข้อมือของแต่ละข้าง ก้มก็ได้นิดเดียว ปวดมาก
ท่าที่เจ็ด เท้ากางห่างกันสามฟุตเหมือนเดิม มือทั้งสองข้างประนมที่หน้าอก เป็นท่าเตรียม เมื่อเริ่ม ก็หายใจเข้าช้าๆหันไปทางขวา โดยปลายเท้าทั้งสองข้างหันเหมือนเดิม กางแขนออกสองข้างขนานกับพื้นตามแนวขา แล้วก้มลงโดยขาทั้งสองข้างเหยียดตรงไม่งอเข่า แล้วใช้ฝ่ามือซ้ายวางทาบไปที่หลังเท้าขวา ส่วนมือขวาชูขึ้นตรงในอากาศ หันหน้าแหงนมองปลายมือขวา สุดแล้วหายใจออก ค้างไว้หายใจต่อเนื่องหกลมหายใจ ครบแล้วกลับมาอยู่ท่าเตรียม แล้วเปลี่ยนมาทำด้านซ้ายคล้ายกัน ท่านี้ยากเช่นกัน แรกๆทำก็ก้มไม่ถึง มือซ้ายแตะได้แค่หน้าขาขวา มือขวาก็ชูไม่ขึ้น แถมทรงตัวไม่ค่อยอยู่
ท่าที่แปด กางเท้าสามฟุต ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้าเหมือนเดิม มือทั้งสองข้างจับที่เอวเป็นท่าเตรียม เมื่อเริ่ม หายใจเข้าช้าๆ เงยหน้าและหงายตัวไปด้านหลังพร้อมกับชูมือทั้งสองข้างเหยียดตรงขึ้นเหนือศรีษะจนสุด แล้วหายใจออกช้าๆพร้อมกับก้มลงโดยยังเงยหน้าเชิดคางไว้ ก้มโดยสะโพก พยายามให้หลังตรง โดยยื่นตัวไปด้านหน้า แล้วก้มลงใช้มือทั้งสองข้างแตะพื้น โดยที่ยังรู้สึกว่า เงยหน้าเชิดคางอยู่ ขาทั้งสองข้างไม่งอ และพยายามทิ้งน้ำหนักมาที่ก้นให้มาด้านหลัง มือแตะพื้นค้างไว้และพยายามขยับให้เข้ามาใกล้ตัวระหว่างเท้ามากที่สุด หายใจต่อเนื่องหกลมหายใจ ครบแล้วขึ้นมาท่าเตรียม แล้วเริ่มใหม่ ท่านี้เหมือนง่าย แต่ผมก็ก้มไม่ลงอีกเช่นกัน 
นี่คือท่าฝึกพื้นฐานที่อาจารย์วัชรปราชญ์ แนะนำให้ผมฝึก รวมท่าศพ(ท่านอนท่าจบ)ด้วยก็เป็นเก้าท่า และท่าวอร์มอีกห้าท่า ผมไปฝึกกับอาจารย์ได้ประมาณสามสัปดาห์ บางสัปดาห์ก็ไปไม่ครบวัน (ลืมบอกไปว่า อาจารย์ท่านสอนฟรีเป็นวิทยาทาน ทุกวันนี้ท่านก็ยังสอนอยู่) ก็ไม่ได้ไปอีกด้วยภาระต่างๆที่มี แต่ผมก็ฝึกทำทุกวันไม่เคยขาด ครั้งนึงใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ ทำแต่ละท่าสองรอบหรือมากกว่านั่น วันไหนไม่ได้ไปฝึกกับอาจารย์ก็ทำที่บ้าน ฝึกได้สักสามสัปดาห์ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ผมทำท่าต่างๆได้มากขึ้น แม้จะยังรู้สึกปวดรู้สึกทรมานอยู่ แต่ร่างกายก็เริ่มจะยืดหยุ่นขึ้นแม้จะเล็กน้อย แต่ก็น่ายินดีสำหรับผมยิ่ง พอฝึกได้สักเดือนนึง ภรรยาและลูกๆของผมก็สังเกตุเห็นว่า ไหล่ของผมกลับมาตรงขึ้น ไม่งุ้มงอแล้ว หลังของผมก็เริ่มตรงขึ้น แขนเริ่มยกได้มากขึ้น แต่ผมยังรู้สึกว่า ตัวของผมยังแข็งๆอยู่ แต่อาการปวดหลังน้อยลง เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ยิ่งมีกำลังใจให้ฝึกหัดทำอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนครบปีเมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมานี้ แต่ก็มีบ้างที่วันนั้นวันนี้ไม่ได้ทำ รวมๆแล้วก็ประมาณ 10% ที่ว่างเว้นไม่ได้ฝึก 
ทุกวันนี้ ผมสามารถที่จะทำฝึกเหล่านั้นได้มากขึ้น แม้จะยังไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ แต่ก็ทำได้มากกว่าแต่ก่อนมากนัก ไม่ค่อยปวดทรมานเหมือนก่อน สามารถควบคุมลมหายใจได้มากขึ้น แต่ละท่าสามารถค้างไว้ได้ถึงสิบสองลมหายใจ และได้สมาธิด้วย
ที่สำคัญคือ ผมรู้สึกว่า ร่างกายผมดีขึ้น มีความยืดหยุ่นและอ่อนตัวกว่าแต่ก่อนมาก ผมเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเคยมากขึ้น อย่างเช่น นั่งไขว่ห้าง นั่งคุกเข่า นั่งราบ นั่งขัดสมาธิสองชั้น มีความคล่องตัวขึ้น เดี๋ยวนี้ไม่เดินชนโน่นชนนี่แล้ว ถึงชนก็ไม่รู้สึกเจ็บสะท้านเหมือนเก่า หายใจก็รู้สึกเต็มปอดมากขึ้นเพราะซี่โครงเริ่มขยายได้ ไหล่ไม่งุ้มงอเริ่มมีความลาด จนรู้สึกว่าคอยาวขึ้น คอเริ่มตรงมากขึ้นไม่ยื่นไปข้างหน้ามากเหมือนก่อนนี้ กล้ามเนื้อตามลำตัวก็กระชับขึ้น ไขมันน้อยลง แม้จะน้ำหนักเท่าเดิมแต่ห่วงยางที่เอวก็หายไป อาการปวดหลังทุเลาลงมาก ไม่ปวดตลอดเวลาเหมือนแต่ก่อน แต่รู้สึกว่า กระดูกสันหลังของผมยังแข็งอยู่ (ไม่ใช่สันหลังยาวนะ ฮ่าฮ่า) ข้อต่อน่าจะยังไม่คลาย ยังคงจะต้องฝึกไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งที่คอยังมีรู้สึกปวดเมื่อยอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้ว อาการของผมดีขึ้นอย่างมากเพราะผลของการฝึกโยคะมาหนึ่งปี รวมไปถึงสุขภาพของร่างกายด้วย ผมพบว่า สุขภาพดีขึ้น ไม่เป็นหวัดเลย ระบบขับถ่ายก็ดีขึ้นอย่างมาก และผมเชื่อว่า หัวใจ ปอด ตับ ไต ใส้ ม้าม ก็น่าจะดีขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้ ผมต้องขอขอบคุณอาจารย์วัชรปราชญ์ ที่ท่านแนะนำให้ฝึกเป็นวิทยาทาน รวมทั้งต้องให้เครดิตคุณเตียวภรรยาและอาส่วงอาบุ๋นอาหยางลูกๆทั้งสามคนที่คอยให้กำลังใจให้ฝึกโยคะอย่างต่อเนื่อง 
ผมจึงอยากจะเชิญชวนเพื่อนๆที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ลองหันมาฝึกโยคะดู ไม่ต้องไปหวังจะต้องทำท่าเอาขามาพาดคอได้หรอกครับ เพียงท่าพื้นฐานที่ผมฝึกก็ให้ประโยชน์อย่างมากแล้ว หรือจะลองหาท่าฝึกที่ชอบตามเว็ปเพจก็ได้ หรือหากสนใจจะฝึกกับท่านอาจารย์วัชรปราชญ์ ก็ลองไปดูครับที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา ใกล้ สน.ร่มเกล้า หรือจะลองเข้าไปติดต่ออาจารย์ที่ FB ชื่ออาจารย์ หรือไปที่เพจ กลุ่มชี่กงโยคะ อ.วัชรปราชญ์ ก็ได้ ลองดูครับแล้วจะพบความเปลี่ยนของสุขภาพร่างกายในทางที่ดีแน่นอน
😊😊😊

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 18, 2017 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ฝึกโยคะ  ตอนที่ 1

ฝึกโยคะ (1)
วันนี้ครบหนึ่งปีที่ฝึกเล่นโยคะ ช่วงนี้ของดนิราศไอ้นอกคอกไว้ก่อนนะ อีตา caveman คนแต่งแกลาพักร้อน ขอเล่าเรื่องฝึกโยคะไว้เป็นกรณีศึกษาแทนก่อนสักตอนนะครับเผื่อใครมีปัญหาเหมือนผม ลองอ่านดูนะ ยาวนิดนึง
ผมนั้นป่วยเป็นโรค AS (Ankylosing Spondylitis) เรียกเป็นไทยว่า โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด หรือ “โรคหลังแข็ง” (ทางการแพทย์บอกว่าเป็นโรคที่พบได้ประมาณ 1 ใน 100 คน) มีอาการที่ทรมานมาก และเป็นมานานตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ ตอนแรกก็ไม่เท่าไหร่นักเพราะยังทำงานเคลื่อนไหวและออกกำลังกายสม่ำเสมอ มีแค่อาการปวดหลัง แต่ต่อมาสถานการณ์ทำให้ต้องนั่งโต๊ะมากขึ้น วันๆไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว อาการก็กำเริบมากโดยผมไม่รู้ตัว จะลุกเดินลำบากมาก เงยหลังแทบไม่ขึ้น หลังไหล่เริ่มงองุ้มจนใครๆทักว่า เดินหลังค่อมศรีษะคอยื่นไปด้านหน้า เดินก้มเหมือนมองหาอะไรตลอดเวลา จะหันหน้าซ้ายขวาต้องหันทั้งตัว เงยหน้าก็ลำบาก ขนาดจะดื่มน้ำต้องยกก้นแก้วขึ้นแทนเงยหน้า สะโพกขัดเดินเหินไม่สะดวก เดินคล้ายคนอายุสักเจ็ดแปดสิบเดิน นั่งราบลำบากมาก เรื่องนั่งขัดตะหมาดนี่ทำไม่ได้เลย หากจำเป็นต้องนั่งขัดตะหมาด (เช่นเวลาไปทำบุญที่วัด) ขาทั้งสองข้างจะงอค้อมเข้ามาไม่ได้สุด นั่งขัดสมาธิสองชั้นนี่หมดสิทธิ์ ไม่ต้องนึกถึงขัดสมาธิเพชร และไม่สามารถนั่งอยู่ได้หากไม่ใช้มือจับที่เข่าเพื่อยึดตัวไว้ หรือนั่งพิงเสาพิงฝาไม่งั้นมันจะหงายหลัง เวลาจะลุกก็ลำบากมาก เวลานอนราบไม่สามารถนอนได้เลยหากไม่มีหมอนหนุน เพราะคอแข็ง ศรีษะด้านหลังไม่สามารถแตะพื้นได้และมีอาการเกร็งไปทั้งตัวเวลานอน แขนไหล่ติดไปหมด ยกแขนไม่ขึ้น นั่งยองๆไม่ได้เลย หากไปเจอห้องน้ำที่เป็นแบบส้วมซึมที่ต้องนั่งยองๆนี่แทบร้องไห้ (ขอโทษเถอะเวลาจะล้างก้นเนี่ยลำบากสุดๆ เอื้อมไม่ถึง ต้องพยายามอยู่นาน) นอกจากนั้นบางคราวยังมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่น เช่นตาอักเสบแดง แพ้แสงแสบตามากและน้ำตาไหลพราก ตาฝ้ามองอะไรเป็นขาวมัวไปหมด แต่ยังดีที่เป็นทีละข้างสลับกันและเป็นประมาณปีละครั้งสองครั้ง เป็นอยู่สักห้าหกวันก็จะดีขึ้น และจะรู้สึกปวดหลังมากกกก และปวดตลอดเวลา เคยปวดแบบนอนไม่หลับเลยก็มี อาการเริ่มมีมากขึ้นเป็นลำดับ จนเดินตัวแข็งหลังงองุ้มคล้ายซอมบี้เข้าไปทุกวัน
ผมเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ไปรักษามาหมดล่ะ เริ่มตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ไปหาแพทย์โรงพยาบาลหนึ่ง เขาจับ x-ray ตรวจเลือด จนแน่ใจว่าผมเป็นโรคนี้แน่ ท่าทางหมอดีใจเชียว บอกว่า โรคนี้ไม่ค่อยพบในไทย ขอเอาผมเป็นกรณีศึกษาได้ไหม จะเอาให้นักศึกษาแพทย์ศึกษา ผมก็ตอบตกลง เท่านั้นล่ะ คุณหมอเรียกนักศึกษาแพทย์เข้ามาตรึม ให้ผมถอดเสื้อผ้าออก เหลือกางเกงในตัวเดียว กลายเป็นนายแบบอยู่นานเทียว เสร็จแล้วก็บอกว่า โรคเนี่ยไม่สามารถรักษาได้ และจะมีอาการมากขึ้น ไหล่หลังคอจะงองุ้มจนไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีก ท่านบอกว่า ในอดีตพบว่า มีฟาร์โรตุตันคาเมนที่ป่วยเป็นโรคนี้ เพราะตรวจพบจากซากมัมมี่ (ผมช่างโชคดีอะไรเช่นนั้น) ผมยังไปโรงพยาบาลแห่งนั้นอยู่อีกหลายครั้งตามนัด กินยาที่เขาจัดให้ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นนัก นอกจากกินยาแล้วปวดน้อยลง จึงเลิกไปที่นี่หลังจากรักษาได้ปีนึง เป็นนายแบบให้นักศึกษาแพทย์ดูอยู่หลายชุด แต่ตอนนั้นหลังไหล่ของผมยังไม่งองุ้ม คอแขนยังปกติมีแต่ปวดหลังมากและรู้สึกว่าก้มหลังไม่ลง จึงไม่ค่อยอนาทรนัก ก็ทนๆเอา
ต่อมาเมื่อประมาณสิบเอ็ดสิบสองปีที่ผ่านมา ก็มีผู้แนะนำให้ผมไปหาแพทย์ที่ศูนย์แพทย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง บอกว่าหมอเก่งมาก จึงไปตรวจ ก็ทำเหมือนเดิม x-ray ตรวจเลือด ตรวจร่างกายและสอบถามอาการ เมื่อเข้าพบแพทย์คนเก่ง ประโยคแรกที่ท่านบอกก็คือ “คุณเป็นโรคกรรมเก่า รักษาไม่หาย” ผมเองก็อึ้งไป นึกในใจว่า “นี่ตรูมาหาหมอดูหรือเปล่าวะ” ว่าเสร็จท่านก็จ่ายยามาให้แบบมโหฬาร ต้องเรียกว่าอย่างนั้น เพราะเยอะและหลายอย่างมากมากกกก อาจต้องกินเป็นปีถึงจะหมด ค่ายาและค่ารักษาแพงกว่าที่ไปที่เก่ามาทั้งปี ซึ่งเมื่อออกมาจากที่นั่น ผมก็ไม่ได้แตะต้องยาที่หมอให้มาเลย คงจะเป็นเพราะไม่ชอบสายตาที่หมอคนนั้นมอง (ความคิดตอนนั้น) ทนปวดทนเจ็บแล้วก็ออกกำลังกายเอา ช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการหนักขึ้น หลังค่อมไหล่งุ้ม เพื่อนเห็นผมเดินมักตะโกนแซว “เดินหาเศษตังค์เหรอ” เริ่มลุกนั่งลำบาก หายใจไม่เต็มปอดซี่โครงมันยึดไม่ขยายเพราะไหล่งุ้มเข้ามา
ในช่วงนั้นเริ่มมีหมอจากต่างประเทศ จำได้ว่าเป็นชาวอังกฤษ มาเผยแพร่เรื่องการรักษาแบบ Chiropractic หรือการจัดกระดูก และมาตั้งสาขารักษาในไทย ภรรยาผมไปพบเข้าจึงนัดหมายให้ผมไปตรวจรักษา คลีนิคอยู่บนตึกสูงแถวชิดลม ค่ารักษาแพงมาก หมอเป็นชาวเกาหลีใต้ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากชาวอังกฤษนั้น หลังจากซักถามอาการและตรวจดูฟิล์ม x-ray แล้ว ก็เริ่มกระบวนการ ในแต่ละครั้งแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกจัดกระดูก โดยให้ผมนอนบนเตียงไม้ที่ทำเป็นพิเศษ สามารถปรับตรงนั้นตรงนี้ให้สูงให้ต่ำได้ตามแต่หมอต้องการ แล้วก็ให้ผมนอนคว่ำบ้าง ตะแคงบ้าง หงายบ้าง แล้วก็นวดกดกระดูกเสียงดังกรุบกรับ ระหว่างนั้นหมอแกก็ชวนคุยไป พอเผลอก็กดกระดูกคอหรือกระดูกสันหลังที เสียงดังกร้วม ส่วนใหญ่เจ็บบ้างนิดหน่อย ที่เจ็บจนน้ำตาไหลก็มี พอเสร็จจากช่วงนี้ ก็ไปถึงช่วงกายภาพ ใช้น้ำหนักกับระบบรอกถ่วงคอถ่วงขาตามแต่หมอจะสั่ง ครั้งละอีกสิบห้าหรือยี่สิบนาที รวมแล้วทั้งจัดกระดูกทั้งกายภาพครั้งละหนึ่งชั่วโมง โดยต้องทำเป็นคอร์ส คอร์สผมนั่น 40 ชั่วโมงทุกวันติดต่อกัน หลังจากรักษาแต่ละครั้ง อาการก็ดีขึ้นนิดหน่อย คือค่อยยังชั่วปวดเมื่อย แต่ก็กลับมาปวดหนักอีก ต่อมาหมอเกาหลีคนนี้แกหายหน้าไป ทางคลีนิคเอาหมอคนใหม่มาให้ เป็นชาวฮ่องกงหรือสิงคโปร์นี่ล่ะจำไม่ได้แล้ว ท่าทางแกยังไงไม่รู้ ไม่ถูกชะตาเลย ดูแกไม่ค่อยใส่ใจคนไข้ เอะอะอะไรก็ไปนอนถ่วงน้ำหนักอย่างเดียว ผมก็เลยไม่ไปอีก รักษาไม่ครบคอร์สตามเคย
หลังจากนั้นมา มีข่าวว่ามีหมอนวดที่ไหนเก่ง หากพอไปได้ก็ไป หมอทุกคนอุทานทำนองเดียวกันหมดว่า โอ้โฮ หลังแข็งปึ้กเลย เป็นกระดานเชียว เส้นจมหมด แล้วหมอก็ตั้งใจนวด จนบางคนเงี้ยเหงื่อท่วม บอกไม่เคยเจอหนักขนาดนี้ การนวดนั้นบางคนก็นวดสบายๆ บางคนก็นวดเจ็บมาก หลังนวดก็ค่อยยังชั่วขึ้นนิดหน่อยแล้วก็เป็นอีก อาการหลังสุดเมื่อปีที่แล้วก็คืออย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น ยังดีที่ผมชอบออกกำลังกาย ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้บ้าง แต่กีฬาที่ชอบอย่างกอล์ฟนั้น เล่นไม่ได้เลย เพราะสวิงไม่ออก หมุนตัวไม่ได้ แขนสวิงส่งไม่ไป ไปตีก็เหมือนคนตีไม่เป็น เสียเงินเปล่าไม่สนุก จึงหยุดไป ยังพอจะไปเตะฟุตบอลกะเพื่อนได้บ้าง แต่หากใครชนใครกระแทกนี่จะเจ็บสะท้านไปทั้งตัวเลยเชียว หรือแม้กระทั่งเดินๆอยู่หากไปเดินชนขอบโต๊ะหรืออะไรเข้า (ซึ่งชนบ่อยมากเพราะตัวเราแข็ง มันไม่พริ้ว รู้สึกว่าเดินพ้นแต่ไม่พ้น) จะเจ็บสะท้านไปทั้งหลัง ตามที่กล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลย และยังมีอย่างอื่นอีกที่เคยทำได้แล้วทำไม่ได้ แม้แต่นั่งไขว่ห้างก็ตาม
จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว คุณเตียวภรรยาผมไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแถวบ้าน ไปพบมีกลุ่มที่ออกกำลังกายด้วยการฝึกชิกง หรือฝึกการเคลื่อนไหวผสมผสานกับการหายใจ เห็นน่าสนใจก็มาคะยั้นคะยอให้ผมไป ก็ตามประสาคนรักภรรยาทั่วไป ขัดไม่ได้จึงไป แล้วก็ได้เจออาจารย์ผู้ฝึก เป็นนักบวชนิกายเซ็น ชื่ออาจารย์วชิระปราชญ์ อาจารย์เห็นลักษณะท่าทางของผม ก็ชวนให้มาฝึกโยคะ บอกว่าให้มาลองดู รุ่งขึ้นผมก็ไป โดยภรรยาจัดหาเสื่อฝึกโยคะมาให้เสร็จสรรพ
ผมก็เริ่มไปฝึกในวันรุ่งขึ้นนั้น มีคนอื่นๆฝึกด้วยอีกประมาณเจ็ดแปดคน(ตอนนั้น) แต่เขาฝึกท่ายากๆกันแล้ว เป็นท่าอาสนะทั้งนั้น ผมเห็นแล้วนึกในใจ “ตรูจะทำได้เหรอวะ” แต่อาจารย์เห็นสีหน้าผมเหมือนจะรู้ จึงบอกว่า ไม่ได้ให้มาฝึกท่าอย่างนั้นหรอก ของผมเอาแค่ท่าพื้นฐานก่อน แล้วอาจารย์ก็แนะนำให้ เริ่มจากท่าวอร์มร่างกายและการหายใจ 5 ท่า ประมาณสิบห้านาที แค่ท่าเหล่านี้ก็ลำบากปวดมากสำหรับผมแล้ว พอเสร็จอาจารย์ก็ให้ทำท่าที่หนึ่ง ยืนบนเสื่อเท้าชิดกันทั้งส้นเท้าและปลายเท้า ตัวตั้งตรงมืออยู่ในท่าประนมมือไว้ระหว่างอก หายใจเข้าช้าๆพร้อมกับชูมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกันให้แขนแนบศรีษะโดยที่มือยังประกบกันอยู่อย่างนั้น แล้วเหยียดตรงไว้พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองมือตนเอง สุดแล้วหายใจออกช้าๆ ค้างไว้โดยหายใจเข้าและออกช้าๆต่อเนื่อง หายใจเข้าและออกนับเป็นหนึ่งลมหายใจ ค้างไว้หกลมหายใจ แค่ท่าแรกนี้ผมก็ทำไม่ได้แล้ว ชูมือไม่ขึ้น ประกบมือไม่อยู่ แหงนหน้าไม่ได้ อาจารย์บอกให้ใช้นิ้วมือประสานกันไว้ เว้นไว้แต่นิ้วชี้ทั้งสองข้างให้เหยียดตรง และพยายามฝืนเหยียดแขนขึ้นให้ได้ พยายามเข้า ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้นก่อน
แค่ท่าแรกนี้ ผมก็ต้องพยายามอย่างมาก แขนทั้งสองข้างยกขึ้นมาได้สูงกว่าระดับอกเพียงเล็กน้อย มืออยู่ได้แค่ระดับจมูก หน้าเงยไม่ขึ้นเลย เกร็งตัวทรมานมาก กว่าจะได้ครบหกลมหายใจ ตัวสั่นเลย ผมพยายามทำติดๆกันอยู่เป็นสิบๆครั้ง จนเหงื่ออกท่วมตัวไปหมดเหมือนใครเอาน้ำมารด ครั้งหลังๆก็ยกได้สูงขึ้น แต่ได้แค่ระดับหน้าผากเกินขึ้นไปนิดหน่อย หน้ายังคงเงยไม่ขึ้น แขนยังคงไม่สามารถเหยียดตรงได้
แล้วก็มาท่าที่สอง ซึ่งคล้ายท่าที่หนึ่ง แต่ไม่ได้ยืนสองขา ให้เริ่มจากยกขาขวา งอพับเอาฝ่าเท้าแนบที่หน้าขาด้านในของขาซ้าย โดยให้ส้นเท้าอยู่ชิดขาหนีบด้านบนมากที่สุด ค้างไว้แล้วมือประนมที่หน้าอก หายใจเข้าแล้วเหยียดชูขึ้นเหมือนท่าแรก หายใจออก แล้วค้างไว้หายใจต่อเนื่องหกลมหายใจ ท่านี้ผมยกขาขวาเอาฝ่าเท้ามาวางไว้ได้ยังไม่ถึงเข่าเลยด้วยซ้ำ ได้แค่แถวๆน่อง แล้วก็ยืนไม่ค่อยอยู่ แขนที่ชูก็เหมือนท่าแรกเหยียดชูได้นิดเดียว และจะล้มอยู่เรื่อย พยายามอยู่นานก็ไม่ค่อยยืนอยู่นัก
แล้วก็มาท่าที่สาม ยิ่งยากและไม่น่าจะทำได้เลยสำหรับผม นั่นคือ ยืนแยกเท้าออกห่างกันประมาณสามฟุต ปลายเท้าทั้งสองข้างชี้ตรงไปข้างหน้า มือทั้งสองข้างประนมไว้หน้าอก เป็นท่าเตรียม เมื่อพร้อมแล้วหายใจเข้าช้าๆ พร้อมกับหันไปทางขวา เท้าซ้ายหมุนมาขวาสี่สิบห้าองศา เท้าขวาหันไปทางขวาเก้าสิบองศา มือทั้งสองข้างเหยียดออกขนานกับพื้น หน้าและตัวหันไปทางขวา แล้วค่อยๆก้มตัวลง เอามือขวาจับที่ข้อเท้าข้างขวา ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ไม่งอเข่า มือซ้ายชูขึ้นตรงไปอากาศ หน้าแหงนมองที่ปลายมือซ้าย สุดแล้วหายใจออกช้าๆ แล้วค้างไว้หกลมหายใจ ครบแล้วกลับมาอยู่ท่าเตรียม แล้วเปลี่ยนเป็นทำด้านซ้ายคล้ายกัน ท่านี้ผมทำไม่ได้เลย หันได้ แต่ก้มไม่ได้ มือขวาที่ก้มไปจับ จับได้ไม่ถึงแม้แต่เข่าตนเอง ได้แค่โคนขาท่อนบน มือซ้ายชูไม่ขึ้น หน้าแหงนไม่ได้ ทรมานมากมาก ค้างไม่ได้ถึงหกลมหายใจเลยด้วยซ้ำ เป็นอย่างนี้ทั้งข้างซ้ายและขวา เหนื่อยและเหงื่อออกท่วมทั้งตัว ทรมานสุดๆ แต่ก็พยายามทำด้วยสมาธิแน่วแน่ ทำซ้ำๆอยู่อย่างนั้น
อาจารย์เห็นผมตัวแข็งมาก และคงรู้ว่าผมปวดทรมานมาก ก็บอกว่า เอาสามท่านี้ก่อน ค่อยๆทำไป อยู่กับลมหายใจ หายใจสำคัญที่สุด ผมทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ จนครบสองชั่วโมง แล้วอาจารย์ก็ให้จบด้วยท่าศพ คือนอนหงายเหยียดยาว มืออยู่ข้างลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น แค่ท่าง่ายๆอย่างนี้ ผมยังทำไม่สมบูรณ์ กว่าศรีษะด้านหลังจะแตะพื้นได้ คอและตัวเกร็งอยู่นานมาก ต้องพยายามเหยียดศรีษะหงายไปกว่าด้านหลังศรีษะแตะพื้น ฝ่ามือทั้งสองข้างของผมก็ไม่สามารถหงายขึ้นมาได้ นอนหายใจเข้าออกแบบเกร็งตัวอยู่อย่างนั้นยี่สิบลมหายใจ แล้วอาจารย์ก็ให้ลุกขึ้น ก่อนลุกให้ตะแคงข้างซ้ายหรือขวาก็ได้ นอนตะแคงอยู่สิบลมหายใจ ซึ่งผมก็ตะแคงไม่ค่อยสมบูรณ์อีกเพราะไหล่สองข้างงุ้มอยู่ ไม่อาจนอนตะแคงด้วยไหล่ได้ แล้วจึงลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิสองชั้นมือทั้งสองข้างวางที่เข่า หงายฝ่ามือขึ้น หายใจยาวๆสิบลมหายใจ ซึ่งผมก็ทำไม่ได้สมบูรณ์อีกเช่นเดิม ต้องขัดตะหมาดธรรมดาแล้วต้องใช้มือทั้งสองข้างดึงที่หัวเข่าไว้ไม่ให้หงายหลัง
นั่นคือวันแรกที่ฝึกโยคะ เหนื่อยและทรมานมากสุดๆ คนอื่นๆที่เขาร่วมฝึกและฝึกกันในท่าเก่งแล้ว มองผมด้วยความสงสารและเห็นใจ บางคนแปลกใจว่าทำไมผมเหงื่อออกมากขนาดนั้น ยังกะมีใครเอานำ้มาราดตรงที่ผมฝึก น้ำนองไปหมด เป็นเช่นนั้นจริงๆ เสร็จสิ้นวันนั้น คงอาจมีคนคิดว่า ผมคงไม่กลับไปอีกแล้ว 
ว่าจะให้จบในโพสต์นี้ แต่ไม่ไหวยาวเกิน เขียนอะไรสั้นๆไม่ค่อยเป็น เอาไว้ต่อโพสต์หน้าละกันครับ

 
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

นิราศ “ไอ้นอกคอก” (5) 😊

น้ำอูน

มาเล่าความ ตามดู ในพื้นที่

ทั่วแถวนี้ เคยเป็นป่า พณาสันต์

มีสักใหญ่ มะค่าประดู่ อยู่พันพัน

เดี๋ยวนี้นั้น โล่งเลี่ยน เตียนลูกตา
มีพลเมือง หมื่นกว่า ตามสารบบ

สำรวจพบ อยู่แค่ครึ่ง หรือกึ่งกว่า

วัยทำงาน ส่วนใหญ่ ไม่ทำนา

แต่เขาพา กันไป เมืองใหญ่แทน
สี่ตำบล ยี่สิบเก้า เหล่าหมู่บ้าน

ตั้งเรือนชาน อยู่ต่างไป ไม่หนาแน่น

อัธยาศัย ไมตรี ดีแน่นแฟ้น

เป็นปึกแผ่น น้อมนำ มีน้ำใจ
แต่ละวัน ที่อยู่ ได้รู้เพิ่ม

ได้ต่อเติม ทัศนะ กระจ่างใส

รู้จากการ ไต่ถาม ความเป็นไป

ย้อนไม่ไกล สี่สิบกว่าปี มีข้อมูล
ในครานั้น รัฐสร้าง เขื่อนขวางกั้น

พร้อมกันนั้น ก็วาง ผังสร้างศูนย์

แล้วอพยพ คนอยู่ ลำน้ำอูน

ขึ้นอยู่ศูนย์ หนีน้ำ เขื่อนทำจม
กลายมาเป็น พื้นที่ นิคมสร้าง

มีจัดวาง แผนผัง ตั้งฐานถม

จัดสร้างที่ ทำการ งานนิคม

มีหัวหน้า ผู้เหมาะสม มาปกครอง
ครั้งครานั้น ยังไม่สร้าง วางโรงพัก

แค่ปักหลัก ตั้งฐาน งานปกป้อง

มีกำลัง หนึ่งหมู่ อยู่คุ้มครอง

ตำรวจต้อง กางเต็นท์นอน คอนปืนยาม
เวลานั้น พลพรรค คอมมิวนิสต์

อยู่รอบชิด ทั่วภูพาน การณ์น่าขาม

มีอิทธิพล เป็นภัย ใหญ่คุกคาม

นี่ว่าตาม ทางการ โปรปกานดา
เป็นพื้นที่ จรยุทธ์ สุดยิ่งยวด

ทหารตำรวจ กองกำลัง ยังเสียท่า

แถบทั่วทั้ง ถิ่นนี้ ถูกตีตรา

เป็นดินแดง ปัญหา กาสีแดง
ทหารป่า มาตวาด ประกาศใหญ่

ให้ออกไป ทั้งก๊ก ยกทั้งแผง

ข้าราชการ ทุกผู้ หากอยู่ตะแบง

เมื่อสิ้นแสง จะบุก ฆ่าทุกราย
ในตอนนั้น เขาว่า พากันหนี

ตำรวจมี หมู่เดียว เสียวเหลือหลาย

นายเลยสั่ง ก่อนค่ำ ย้ำทุกนาย

สู้ไม่ตาย ให้หลบ ครบทุกคน (ฮ่าฮ่า)🤣
ผู้ปกครอง นั่นหนา หากลัวไม่

สั่งลูกน้อง หนีไป ให้ไกลพ้น

ส่วนตัวเอง แน่วแน่ แค่ตัวตน

หยัดยืนด้น สู้ตาย ไม่ย้ายไป
พลันคืนนั้น สหายบุก รุกรอบด้าน

ผู้ปกครอง ยิงต้าน ไว้จนได้

แต่สหาย เปลี่ยนยุทธ์ เป็นจุดไฟ

เผามอดไหม้ ที่ทำการ งานปกครอง
เมื่อเหตุการณ์ ยุ่งเหยิง เพลิงสงบ

สำรวจพบ ศพชาย ตายสยอง

เป็นร่างของ นายใหญ่ ผู้ปกครอง

นอนตะกอง ปืนอยู่ สู้จนตาย
เป็นเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ที่ลือลั่น

จากวันนั้น ชื่อท่าน ไม่สลาย

มีอนุสรณ์ เชิดชู ลูกผู้ชาย

ทำหน้าที่ จนมลาย ชายคนจริง
ให้น่าคิด ว่าวันนั้น พลันข้าฯอยู่

ข้าฯจะสู้ ช่วยไหมหนอ หรือขอชิ่ง

เป็นท่านเล่า หากอยู่ใน เหตุการณ์จริง

ท่านจะทิ้ง หรืออยู่ช่วย ช่วยบอกที
😋🙂☺️

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 9, 2017 in Uncategorized

 

นิราศ “ไอ้นอกคอก” (4)😎😎😎😎

ตำรวจบ้านนอก

คืนนั้นนอน ก่อนหลับ กลับนึกถึง

เสียงอื้ออึง มลาย หายไปไหน

เคยได้ยิน รถห้อ มอเตอร์ไซค์

กลายเป็นเสียง เรไร ร่ำครวญคราง
ผ่านคืนแรก มาได้ ใจดุ๊กดิ๊ก

กระดุกกระดิก ตื่นนอน ตอนฟ้าสาง

ด้วยได้ยิน กึ๊งกั๊ง ดังโกรกกร่าง

แถวๆข้าง เรือนไม้ ที่ใช้นอน
ที่ได้ยิน โผล่ดู จึงรู้ว่า

ตัวที่มา ของเสียง เรียงสลอน

ฝูงหมู่โค เดินผ่าน ด้านที่นอน

กระดึ่งคอ สั่นคลอน ตอนมันเดิน
แต่นั้นมา กลายเป็น เช่นเครื่องปลุก

ให้เราลุก ตื่นได้ ไม่ขัดเขิน

แถมกระดึง ที่ดัง ยังฟังเพลิน

กว่าไมเคิล แจ๊คสัน อเมริกันชน
ไปอยู่ใหม่ จึงเรียนรู้ ดูพื้นที่

ออกจรลี เดินคลุก ทุกแห่งหน

ได้เรียนรู้ ฟังคำ กำลังพล

สรุปผล ว่าที่นี้ มีวินัย
ถึงเวลา ทำงาน ไม่คร้านเฉย

บอกทำเลย ไม่ขัด ผลัดวันไหน

จะออกตรวจ หรือโยธา มาทันใด

ไม่ต้องใช้ มาตรการ ฐานโทษทัณฑ์
เกือบทั้งหมด เกือบกลาย คล้ายชาวบ้าน

เป็นลูกหลาน ญาติชน คนถิ่นนั้น

มีเรือกสวน นาไร่ ให้ทำกัน

หมดหน้าที่ แต่ละวัน ไปทำกิน
มีสวนยาง ก็กรีดยาง กลางคืนค่ำ

ที่มีนา ก็ไปดำ ย่ำไถสินธุ์

บ้างก็ไป หาปลา มาสู่กิน

บ้างก็ผิน เป็นพ่อค้า ค้าของชำ
ถึงเวลา หน้าที่ ไม่มีโดด

สั่งไปโลด เช้าสาย หรือบ่ายค่ำ

จะแดดออก ลมอื้อ หรือฝนพรำ

เขาก็ทำ เต็มใจ ไม่เกี่ยงเลย
กับชาวบ้าน ประชาชน คนมาหา

ก็นำพา ใส่ใจ ไม่เพิกเฉย

ส่วนเครื่องแบบ อาจมี ที่แสนเชย

แต่ไม่เคย เบี้ยวการ งานที่ทำ
เรื่องน้ำใจ ไม่ต้องหา มาถึงที่

ตัวอย่างมี ที่ทำ อย่างขำขำ

หลังจากเสร็จ เวลางาน การที่ทำ

ถึงเย็นย่ำ รวมตัว ทำครัวกิน
เขาบอกว่า วันนี้ มีลาบเป็ด

รสชาดเด็ด แน่นอน ตอนถูกลิ้น

นายอยากได้ ตัวไหน ให้ทำกิน

รับรองกลิ่น ไม่มีสาบ ลาบอย่างดี
พร้อมที่พูด ใช่พูดเปล่า เอามาด้วย

สองตัวสวย ขาวนวล อ้วนเต็มที่

หิ้วคอเป็ด จนตาเหลือก นายเลือกที

เอาตัวนี้ ซ้ายหรือขวา บอกมานาย
ไอ้เราก็ สะอึกตูด พูดไม่ออก

ได้แต่กลอก ลูกกะตา พาใจหาย

ต้องเลือกเป็ด ตัวใด ให้ไปตาย

ผลสุดท้าย สรุปสิ้น กินไข่เจียว
นี่ละครับ ตำรวจไทย ในบ้านนอก

อยากจะบอก ว่ายังมี ที่สุดเฮี้ยว

อยู่เมืองกรุง ไม่เจอแน่ แท้จริงเชียว

อยากรู้เดี๋ยว เขียนตอนใหม่ ให้อ่านกัน
อิอิ 😁🤣😉

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 7, 2017 in Uncategorized

 

นิราศ “ไอ้นอกคอก”(3)😎😎😎

โรงพักบ้านนอก

ยืนอยู่หน้า โรงพัก สักพักหนึ่ง

เห็นแล้วทึ่ง ที่นี่ ที่ต้องอยู่

เป็นเรือนไม้ ค่อนเก่า เท่าที่ดู

ไม่สวยหรู ไปทางขลัง นั่งขนพอง
ทรงอาคาร สองชั้น บันไดคู่

ทางขึ้นอยู่ ซ้ายขวา หาชั้นสอง

มีนีออน เปิดไว้ ให้พอมอง

ห้องทุกห้อง มืดมิด ปิดแสงไฟ
แต่พื้นที่ รอบข้าง กว้างชะมัด

ไม่รกชัฏ แลสะอาด แบบกวาดไว้

เงาตะคุ่ม ยืนทนง บ่งไม้ใหญ่

พอเดาได้ ที่นี่ดี มีร่มเย็น
ระหว่างยืน นิ่งงัน พลันชะงัก

มีเสียงทัก ภาษาถิ่น ผินไปเห็น

เป็นชายหนุ่ม หัวยุ่ง ฟุ้งกระเซ็น

คงจะเป็น เพราะเพิ่งฝืน ตื่นนอนมา
เสียงถามไถ่ มีอะไร คล้ายอย่างนั้น

ชุดเสื้อบอล ขาสั้น นั้นเข้าท่า

เลยตอบไป ว่าคนใหม่ เพิ่งย้ายมา

เขาทำท่า ดีใจ แล้วไหว้เรา
พลันส่งเสียง เรียกใคร ข้างในลั่น

แล้วทันควัน อีกคน พ้นจากเสา

กุลีกุจอ ลงมา หาพวกเรา

บอกพวกเขา รอนาย มาหลายวัน
เป็นความปลาบ ปลื้มใจ ในครั้งแรก

แม้นดูแปลก ที่ทั้งคู่ นุ่งขาสั้น

เริ่มเข้าใจ ได้ยินมา เขาว่ากัน

บ้านนอกนั้น กางเกงบอล นอนเข้าเวร
คุยไต่ถาม เรื่องราว คร่าวพอรู้

หิวออกหู หาอาหาร ร้านไม่เห็น

จึงถามหา มีไหม ไหนเซเว่น

เขาหัวเราะ น้ำตากระเด็น เซเว่นบ่มี
แล้วก็ว่า เดี๋ยวจะไป ให้แม่บ้าน

เตรียมจัดการ หุงหา นำมานี่

เห็นน้ำใจ ใสใส ในทันที

รีบปฏิเสธ เร็วรี่ ด้วยเกรงใจ
จึงถามทาง ว่าจะไป กินบะหมี่

แถวๆนี้ พอมี ชายสี่ไหม

เขาว่าคง จะต้อง ไปอีกไกล

น่าจะพอ หาได้ แถวพังโคน
จึงพากัน ออกมา หาบะหมี่

ยังโชคดี หาได้ ในที่โน่น

มีชายสี่ อร่อยจัง แยกพังโคน

ไม่ไกลโพ้น ไปกลับจิ๊บจิ๊บ แปดสิบโล
ครั้นกลับมา อีกครั้ง ยังที่ตั้ง

ทางด้านหลัง ยังมี ที่อีกโข

มีบ้านพัก สองสามหลัง ไม่ใหญ่โต

มะค่าสัก ขึ้นโด่ โชว์ต้นงาม
เขาบอกว่า ก่อนนี้ มีมากต้น

แต่ละต้น สูงใหญ่ ให้น่าขาม

แต่หัวหน้า สถานี ไม่มีคร้าม

สั่งให้จาม ตัดไป ใช้ส่วนตน
เล่าต่อว่า ตัดเสร็จ สำเร็จสิ้น

ดั่งฟ้าดิน สาปสั่ง บังเกิดผล

พลันวันนั้น หัวหน้าไป ในรถยนต์

เกิดเฉี่ยวชน หัวหน้าตาย อยู่นายเดียว
ได้ยินฟัง แล้วอึ้ง กึ่งขนลุก

ไม่สนุก เลยหนา น่าหวาดเสียว

มองรอบข้าง เวิ้งว้าง ช่างเปล่าเปลี่ยว

นี่หากอยู่ คนเดียว เสียวหัวฟู
นี่คือเรื่อง โรงพักใหม่ เมื่อไปฮอด (ฮอด แปลว่า ถึง)

จะโปร่งปลอด ตลอดไหม ที่ไปอยู่

งานที่นี่ เป็นอย่างไร ใครใคร่รู้

ลองตามอ่าน กลอนดู ตอนต่อไป..
อิอิ. 🤗😋😉

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 5, 2017 in Uncategorized

 

นิราศ”ไอ้นอกคอก” (2)😎😎

ออกเดินทาง

หกกรกฎาสี่เก้าเก็บข้าวของ

บรรจุกล่องสิ่งใดใช้รังสรรค์

แล้วขึ้นรถนั่งแช่แต่หัววัน

มีเพื่อนกันขับรถให้ไปร่วมทาง
พอจะรู้ปลายทางอยู่ทางไหน

ด้นกันไปดูแผนที่ชี้ทางบ้าง

ออกจากกรุงมุ่งอิสานผ่านตามทาง

แวะตรงนี้นั้นบ้างอย่างใจเย็น
ถึงขอนแก่นเย็นย่ำค่ำนิดนิด

หิวตะหงิดยามผ่านร้านที่เห็น

ถามเพื่อนว่าหิวหรือเปล่ากินข้าวเย็น

ร้านที่เห็นดูท่าน่าจะลอง
เพื่อนบอกว่ารอไว้กินถึงถิ่นที่

น่าจะมีอาหารร้านขายของ

จะได้ชิมรสอิสานทานแจ่วบอง

เพื่อนอยากลองของกินถิ่นที่ไป
ตอบเพื่อนว่าที่นั่นนั้นต่างถิ่น

เรื่องของกินค่ำแล้วจะมีไหม

เพื่อนบอกว่าต่างดินถิ่นยังไง

ต้องหาได้ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว
จึงตกลงปลงใจไปกันต่อ

รถสี่ล้อพาไปเปิดไฟเลี้ยว

จากขอนแก่นเข้าสารคามชั่วยามเดียว

ไปอีกเดี๋ยวเข้ากาฬสินธ์ุถิ่นดินดำ
แล้วเลี้ยวขวาเข้าสมเด็จระเห็จขึ้นเขา

ถึงเขาเจ้าภูพานกาลเลยค่ำ

สองข้างทางป่าใหญ่ไพรพนำ

ความมืดดำที่เห็นเป็นสะพรึง
ไปตามทางคดเคี้ยวเลี้ยวลัดลู่

ข้างทางดูเหมือนใครมองจ้องถมึง

เหมือนแว่วเสียงระเบิดปืนดื่นปังปึง

ให้คำนึงถึงเหตุการณ์ภูพานครวญ
เมื่อคราวรบกันใหญ่ไทยต่างจิต

ไทยคอมมิวนิสต์ตายเกลื่อนเพื่อนกำสรวล

ส่วนอีกฝ่ายไล่เข่นเป็นขบวน

ทั้งหมดล้วนคนไทยใช่ใครเลย
เป็นภวังค์ถึงภูพานผ่านความคิด

สิ่งถูกผิดใครล่ะจะเปิดเผย

บ้านเมืองเราผ่านแล้วก็ผ่านเลย

ไม่มีเฉลยงำไว้ซุกใต้พรม
เป็นเช่นนี้ทุกครั้งตั้งแต่รู้

ลองตรองดูจะเห็นได้ใช่ทับถม

เรื่องใหญ่โตมลายหายตามลม

เรื่องใหม่ข่มกลบเก่าให้เดาความ
ถึงอำเภอภูพานกาลสามทุ่ม

เราต้องดุ่มไม่มีใครให้ไถ่ถาม

ดูแผนที่เข้าใจแล้วไปตาม

ได้แต่พล่ามถามกันเองเล็งทางเอา
เข้าทางแยกแล้วไปไม่มากโข

อีกห้าสิบกว่ากิโลโผล่สันเขา

ตามเส้นทางไร้คนพ้นจากเรา

จนมาถึงทางเข้าเสาติดป้าย
แต่วังเวงสะท้อนใจให้ฉุกคิด

เรามาผิดที่ไหมทำใจหาย

แต่นั่นชื่อโรงพักปักตามป้าย

ใยไม่มีใครกรายสักรายเดียว
ยังกับเห็นในหนังคลั่งสยอง

จากรถมองทางไหนให้ใจเสียว

ช่างเงียบเชียบสงบฉี่ดีจริงเชียว

บะหมี่เกี๊ยวไม่ต้องหาไม่น่ามี
ในที่สุดก็ถึงซึ่งที่หมาย

ลงหยัดกายสูดหายใจให้เต็มที่

อยากรู้เรื่องต่อไปว่าไงดี

วันพรุ่งนี้ตามมาหาอ่านดู
อิอิ. 😗🙃😄

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 4, 2017 in Uncategorized

 

นิราศ”ไอ้นอกคอก” (1) 😎

ครั้งเมื่ออยู่เมืองกรุงรุ่งเรืองนัก
เลยทึกทักว่าเก่งใหญ่ใส้ผยอง

งานยากง่ายเสร็จได้ไม่เป็นรอง

จึงลำพองนักหนาว่าเด่นดี
งานเล็กใหญ่ให้นำทำทุกเรื่อง

เป็นดั่งเฟืองตัวโตโก้เหลือที่

ทำทั้งวันยันคืนฝืนเอาดี

แทบไม่มีเวลาหาครอบครัว
นายคนดีชมว่าเจ๋งเก่งสมชื่อ

ว่าเป็นยอดฝีมือชื่อในหัว

ต่างเรียกหาใช้การงานระรัว

ผูกพันตัวมากมายหลายจะทำ
ไม่ประจักษ์งานเด่นเป็นรองส่วย

เขาบอกให้หัดอวย…ฮ่วยเรื่องขำ

เขาบอกว่าจะดีได้ให้ฟังคำ

มีซองนำแล้วจะดีมีราคา
เขาว่างานใครก็ทำอย่าพร่ำเพ้อ

มึงอย่าเซ่อทำเป็นดีมีคุณค่า

เขาก็ทำกันทั้งนั้นปั่นเงินตรา

มึงอย่าบ้าทำเป็นเจ๋งเก่งแต่งาน
มึงต้องหัดส่งซองของชื่นชอบ

มึงอยู่ในระบอบชอบของหวาน

มึงทำงานก็จำไว้ได้แต่งาน

มึงอย่าคร้านส่งซองของกำนัล
ไม่ขอเชื่อคำนี้ที่พร่ำบอก

พวกกระจอกน่ะสิที่ทำนั่น

ข้าฯเก่งงานดีเด่นเป็นประกัน

ข้าฯยึดมั่นทำดีดีคุ้มครอง
ครั้นเริ่มโตโชว์เจ๋งเก่งงานใหญ่

เสียงใครใครว่าดีมีสมอง

มัวแต่ฟังน้ำคำส่ำแซ่ซร้อง

มัวลำพองไม่ระวังข้างหลังตน
ไม่สำเหนียกว่าข้ามคลองหนองแอ่งน้ำ

ต้องเดินย่ำเปียกเปรอะเลอะแขนขน

ยิ่งโดดเด่นยืนชูในหมู่ชน

ยิ่งไม่พ้นเป็นเป้าให้เขาลอง
กว่าจะรู้ตัวว่าขาติดบ่วง

มันก็ล่วงเกินแก้แผลกลัดหนอง

ช้างแทงกันหญ้าแพรกย่อมแหลกนอง

ปลาติดข้องดิ้นกระแด่วแกร่วรอตาย
ตกเป็นเหยื่อเพื่อใช้ไล่ล่าเหยื่อ

เขาทำเพื่อตัวเด่นเน้นเฉิดฉาย

เมื่อเสร็จงานแล้วฆ่าม้าโคควาย

ที่ดีเด่นเป็นเลวร้ายคล้ายดั่งโจร
ต้องระเห็จกรุงใหญ่ไปบ้านนอก

จากบางกอกออกไปจนไกลโพ้น

ดั่งหมากรุกป้องขุนไว้ให้กินโคน

ถูกจับโยนสังเวยพลีถูกตีตรา
กลายเป็นหมาล่าเนื้อเมื่อถูกทิ้ง

กลายเป็นสิ่งพ้นสมัยไร้คุณค่า

แม้จะรู้ตัวดีมีราคา

แต่หมดท่าเหมือนหมาหลงงงทิศทาง
แต่ไม่หมดพลังใจไม่ย่อท้อ

ไม่นั่งหงอเป็นหมาวัดถูกตัดหาง

มีสมองปัญญาดีย่อมมีทาง

เมื่อฟ้าสางถึงจะเห็นเป็นแสงเรือง
จึงมาเป็นกลอนนิราศ”ไอ้นอกคอก”

คนกระจอกเล่าความตามท้องเรื่อง

แค่เล่าสู่กันฟังใช่คลั่งเคือง

อยากรู้เรื่องตามกลอนตอนใหม่พลัน
อิอิ … 😀😋🤗

Cr. Caveman

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2017 in Uncategorized

 
 
Kaebmoo's Blog

Blog ไม่ใช่ของกู

voaw

A great WordPress.com site

Sermsak

No noodles, the family.

Live, Nerd, Repeat

Making life better through the perfect application of humor and nerdery

You read me, but you can change me not.

Mentally unhealthy kinda characteristic.

The Kid Travels

Ed Gregory (The Kid) goes travelling

Bagni di Lucca and Beyond

Brisbane, Bagni di Lucca and everything in between

TED Blog

The TED Blog shares interesting news about TED, TED Talks video, the TED Prize and more.

Framework

Capturing the world through photography, video and multimedia

[e]

a little about (M)E

On The Scene

Follow FOX News reporters and producers around the globe to get raw, behind-the-scenes access to the stories making headlines.

NewsFeed

Breaking news and updates from Time.com. News pictures, video, Twitter trends.

Post it Notes from my Idiot Boss

delivered directly to my computer monitor on an all too regular basis...

The Life and Times of Nathan Badley...

just like Moby Dick, but shorter and less whale-oriented.

Allen's Zoo

Art, Illustration, Character Design

Search Blogs

Just another WordPress.com weblog

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.