RSS

เรื่องเล่าของตำรวจบ้านนอก…….กินเพื่ออยู่

29 ม.ค.
ลาบเป็ดจานนี้ ไม่ได้ถ่ายเอง ขอยืมมาจาก internet แต่ที่ผู้เขียนได้ทานที่นิคมน้ำอูน มีลักษณะอย่างในภาพ การปรุงดูเป็นมืออาชีพแบบนี้ล่ะ

ลาบเป็ดจานนี้ ไม่ได้ถ่ายเอง ขอยืมมาจาก internet แต่ที่ผู้เขียนได้ทานที่นิคมน้ำอูนครั้งแรก มีลักษณะอย่างในภาพ การปรุงดูเป็นมืออาชีพแบบนี้ล่ะ

ในบทความนี้ อยากเล่าเรื่องอาหารการกินซักกะหน่อย เพราะผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในประเภทสุขนิยมการกินเหมือนกัน จะมีความสุขมากเลยเมื่อได้กินของอร่อยๆ

ต้องสารภาพว่า ปัญหาด้านความเป็นอยู่อย่างเดียวของผู้เขียนที่มาอยู่ที่นิคมน้ำอูนคือเรื่องอาหารการกิน เพราะเป็นคนกินยากมาแต่ไหนแต่ไร กินยากในความหมายของผู้เขียนกับของผู้อื่นอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันหรืออย่างไรไม่รู้ แต่โดยส่วนตัวคือ จะไม่กินของที่ไม่เคยกิน หากเป็นของที่เคยกินแล้ว ใครทำก็กินได้ ส่วนจะอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากเป็นของที่ไม่เคยกินแล้ว ไม่ว่าใครจะทำหรือใครจะบอกว่าอร่อยแค่ไหน ก็ไม่ค่อยกล้าจะกินนัก อันที่จริงแล้วก็เป็นแค่ปัญหาจากความเคยชินเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมาก ซึ่งหากนิยามอย่างนี้แล้ว อาหารอะไรหากลองชิมดูสักครั้ง ก็เรียกว่าเคยกินแล้ว ครั้งต่อไปก็กินได้ เพราะจะเรียกว่าไม่เคยกินไม่ได้แล้ว.ฮ่า ฮ่า…ชิมิ ชิมิ

อย่างว่า ทุกเรื่องย่อมมีครั้งแรกเสมอ จำได้ดีว่า วันแรกที่มาอยู่ที่นี่ในปี ๔๙ ตกเย็นตำรวจน้ำอูน มีพี่สราวุธ ศิลาจันทร์ ซึ่งตอนนั้นเป็นสารวัตรป้องกันปราบปรามอยู่ที่โรงพักน้ำอูน(ตอนนี้เป็นรองผู้กำกับการอยู่ที่ สภ.ขมิ้น ในสกลนครนี่ล่ะ) เป็นโต้โผจัดเลี้ยงรับรอง แม้ว่าผู้เขียนกับเพื่อนที่มาจากกรุงเทพฯด้วยกัน จะเกรงใจห้ามปรามว่าไม่ต้องจัดเลี้ยงดอก แต่พี่สราวุธฯ ก็ยังยืนกรานว่า “ต้องจัดครับ เอาแบบง่ายๆกันเอง ลาบเป็ด ตำรวจเราทำอร่อย” นั่นจึงเป็นมื้อแรกที่ได้ลิ้มลองอาหารอิสานของแท้

แม้ว่าจะคุ้นเคยกับอาหารอิสานที่นิยมกินกันเป็นประจำในกรุงเทพฯประเภทส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ น้ำตก ต้มแซบ แจ่วฮ้อน แจ่วบอง อะไรอีกมิอะไรอีกเยอะแยะ แต่ก็นั่นเป็นของที่ขายในเมืองกรุง อร่อยแบบชาวกรุงกินกัน แต่ที่นิคมน้ำอูน ที่นี่ของแท้ อีสานของแท้ไม่มีเจือปน แม้รูปร่างหน้าตาอาหารส่วนใหญ่จะเหมือนกับที่เคยเห็นมา แต่รสชาดและความรู้สึกไม่ค่อยเหมือนนัก…อิอิ ตอนนั้นตื่นเต้นแล้วก็เร้าใจมากที่จะได้กินอาหารอิสานต้นแบบ ชอบมากที่ได้กินข้าวเหนียวนึ่งเสร็จร้อนๆ กลิ่นหอมฉุยนิ่มมือ จิ้มลงไปในแจ่วที่มองเห็นมีแต่พริกหลากสี มีน้ำสีคล้ำๆอยู่นิดหน่อยในถ้วย กินเข้าไปรู้สึกว่า มันมีรสเผ็ด เค็มและขมเล็กน้อย ผสมผสานกันลงตัวกับข้าวเหนียวนุ่มๆ อุ่นๆในปากอร่อยมาก…ขอบอก… ได้ลองกินลาบเป็ด (ที่นี่เขาไม่กินเป็ดก้าบอย่างในกรุงเทพฯ เขากินเป็ดเทศตัวใหญ่กัน เขาว่า หากกินเป็นก้าบแล้วจะผิดใจกันอะไรอย่างนั้นน่ะ…อันนี้ไม่เข้าใจเหมือนกัน)ที่ตำรวจเขาทำให้ทาน เขาว่า ลาบเป็ดนี่หากไม่สนิทหรือรักกันจริงเขาไม่ทำให้กินกันหรอก (เราก็หลงปลื้ม เขาก็เฉลยว่า เพราะใช้เวลาทำนาน กว่าจะฆ่าเป็ด ถอนขนเป็ด แล่เนื้อเอามาทำได้ ไม่รักกันจริงคงรอกินไม่ไหว…ฮ่า ฮ่า เป็นงั้นไป) แล้วก็มีผักนานาชนิดให้กินแกล้มกับลาบ ผักบางอย่างหน้าตาแปลกไม่เคยเห็น รสชาดปร่าๆลิ้นก็มี ขมก็มี ซ่าๆฉุนๆก็มี จำชื่อไม่ได้แล้ว บางอย่างก็นิยมกินกับลาบเป็ด บางอย่างก็กินกับลาบหมู บางอย่างก็ใช้กินกับก้อยปลา บางอย่างก็กินกับเนื้อ มีที่จำได้อยู่ชนิดหนึ่ง เพราะชื่อแปลก นั่นคือ ผักลิ้นฟ้า มีลักษณะเป็นฝักยาวๆ ต้องเอามาเผาหรือต้มให้สุกหรืออะไรนี่ล่ะ มีรสชาดขม แต่ชุ่มคอมาก นิยมทานกับลาบเป็ด แล้วก็อร่อยสมคำล่ำลือจริงๆ ลาบเป็ดนั้น ก็มีทั้งเป็นลาบสุก และลาบดิบหรือลาบเลือดเป็ดด้วย อย่างหลังนี่เห็นแล้วต้องสะดุ้ง พวกเขาบอกว่า “ยังน้อยไปเจ้านาย หากได้เห็นก้อย หรือลาบเลือดที่ทำจากเนื้อวัวแล้ว รับรองจะติดใจ” (ต่อมาผู้เขียนก็ได้เห็น แต่ก็ขออนุญาตผ่านไม่ได้ลองด้วย)

อันนี้ลาบเป็ดสด ไม่ได้ถ่ายเองยืมมาจาก internet เหมือนกัน แต่ในวันที่เห็นเขาทำกันก็เป็นแบบนี้ล่ะ แต่ดูเหมือนจะมีพริกเม็ดโดดๆและกระเทียมเป็นหัวๆอยู่ด้วย

อันนี้ลาบเป็ดสด ไม่ได้ถ่ายเองยืมมาจาก internet เหมือนกัน แต่ในวันที่เห็นเขาทำกันก็เป็นแบบนี้ล่ะ แต่ดูเหมือนจะมีพริกเม็ดโดดๆและกระเทียมเป็นหัวๆอยู่ด้วย

ในวันนั้น ตำรวจเขาทำมาหลายเมนูด้วยกัน มีลาบเป็ดสุก ซึ่งหน้าตา look professional มาก มีพริกคั่วเป็นเม็ดๆโรยหน้าใส่จานมาด้วย ดูดีกว่าที่เห็นในเมืองกรุงซะอีก ยิ่งรสชาดนั้นยิ่งอร่อยกว่ามาก ไม่มีกลิ่นสาบเป็ดเลยแม้แต่น้อย แล้วก็มีปากเป็ด ปีกเป็ดทอดกรอบๆ ดูดีและอร่อยเค็มปะแล่มๆดีเหมือนกัน ตามด้วยต้มยำซึ่โครงเป็ด กระดูกเป็ด ซดน้ำต้มยำรสชาดเผ็ดร้อนเปรี้ยวคล่องคอดี แล้วก็มีเมนูที่ทำให้อดสะดุ้งไม่ได้อย่างที่ว่าไว้ (ทั้งที่พยายามที่จะไม่ดัดจริตทำเป็นเหมือนไม่เคยเห็นแล้วก็ตาม ก็อดไม่ได้อยู่ดี..ฮ่า ฮ่า) คือลาบเป็ดสด สีสันไม่ต่างจากในภาพที่ยืมมาจาก internet ที่เห็น ได้ลองชิมดูนิดหน่อย เพื่อให้กลายเป็นของเคยกินอย่างที่กล่าวมาในตอนต้น และก็รู้สึกว่า ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด รสชาดกลมกล่อมและหวานในความสด แต่ออกจะมีกลิ่นคาวเลือดนิดหน่อย ต้องกินกับพริกเป็นเม็ดๆ อ้อ..พริกที่นี่จะเม็ดใหญ่ๆหน่อยแล้วก็ตามด้วยกระเทียม เคี้ยวสนุกปากดี ตามด้วยผักสดที่มีรสปร่าๆขมๆหน่อย ชื่อผักอะไรจำไม่ได้แล้ว โดยรวมแล้วลาบเป็ดสดนี่อร่อยกว่าที่คิด แต่ด้วยจริตของคนกรุงจึงกินไปแค่คำเดียว ยังมีเมนูปลาอีก เป็นปลานึ่งมีแจ่วมาด้วย ปลาก็เป็นปลานิลตัวเบ้อเริ่ม แจ่วที่ทานกับปลานั้นก็อร่อยมาก แม้แต่แค่ข้าวเหนียวจิ้มแจ่วอย่างเดียวก็อร่อยอย่างที่บอกไปแล้ว แล้วก็มีเมนูปลอบใจ ที่ต้องเรียกอย่างนี้ เพราะความเมตตาของเพื่อนร่วมงานที่เห็นว่า เป็นคนกรุงพลัดถิ่นไป เกรงว่าจะกินข้าวไม่ได้ เขาหุงข้าวสวยแล้วก็มีไข่เจียวมาให้ด้วย ผู้เขียนเลยซัดทั้งข้าวเหนียว ข้าวจ้าว แต่ไข่เจียวนั้น ก็ต้องเรียนตามตรงว่า ไข่เจียวด้าน คือ น้ำมันไม่ร้อน ทำให้อมน้ำมัน ไม่เหมือนไข่เจียวในภาคกลาง ที่รอให้น้ำนันในกะทะร้อนจัดจนไอขึ้น ไข่ก็ตีจนอากาศเข้าไปในเนื้อไข่ เทลงไปในกะทะไข่ฟู พลิกอีกทีเดียวก็ใช้ได้ คงเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้ทำไข่เจียว หรือว่าเขาทานแบบนี้ไม่รู้เหมือนกัน ไม่กล้าถามไม่กล้าแย้ง แต่ต่อมาพอสนิทกัน แล้วเขาก็ทำไข่เจียวมาให้กินทุกวัน จึงได้แนะนำการทอดไข่ไป วันต่อๆมา ก็ได้ทานไข่ฟูไม่อมน้ำมัน หลังจากนั้นผู้เขียนยังได้น้ำกระเทียมดองมาจากกรุงเทพฯ มาให้เขาฝานเป็นชิ้นบางๆใส่ลงไปในไข่ กลายเป็นไข่เจียวกระเทียมดอง ตลอดเวลา ๓ เดือนเศษในปี ๔๙ นั้น ผู้เขียนจึงได้กินไข่เจียวกระเทียมดองแทบทุกวัน ไปกินข้าวบ้านใคร เขาก็ต้องขวนขวายหากระเทียมดองมาใส่ไข่เจียวให้ผู้เขียนกินทุกครั้งไปทั้งที่ไม่ได้ร้องขอ เพราะร่ำลือกันว่าผู้เขียนชอบกิน กลายเป็นตำรวจไข่เจียวกระเทียมดองรู้กันทั่วทั้งโรงพัก… ผู้เขียนขอจดจำความมีไมตรีจิตของตำรวจน้ำอูนทุกท่านไว้ ณ ตรงนี้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนและตำรวจออกไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากตัวโรงพักหลายกิโลเมตรอยู่ เป็นหมู่บ้านเล็กๆติดกับภูเขา ชื่อหมู่บ้านสุวรรณคาม อันที่จริงก็ไม่เรียกว่าออกตรวจ ตำรวจเขาชวนว่า “เจ้านายไปเลาะเล่นกัน ที่หมู่บ้านเขามีงานบุญ” ผู้เขียนนึกว่า ก็ดีเหมือนกันได้ออกไปดูขนบธรรมเนียมงานบุญ เขาเรียกว่าเป็นงานบุญตุ้มโฮม หากผู้เขียนเข้าใจไม่ผิด ก็คืองานบุญหลังออกพรรษา ที่บรรดาญาติพี่น้องในหมู่บ้านที่ออกไปทำงานต่างถิ่นต่างพากันกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมๆกัน กลายเป็นงานบุญรวมญาติพี่น้องอะไรทำนองนั้น ผู้เขียนไปกับตำรวจหลายคน ตัวตั้งตัวตีคือนายดาบจ่อย แกเป็นตำรวจประสานงานประจำหมู่บ้านด้วย เพราะตำรวจที่นี่เขาถือเป็นหน้าที่ ใครประจำหมู่บ้านใด ก็จะใกล้ชิดสนิทสนมกับหมู่บ้านนั้น มีงานมีการก็ไปช่วยเขา พวกเราไปกันแต่เช้ามืด ฟ้ายังไม่สว่างดี ที่นี่ล่ะที่ผู้เขียนได้เห็นการล้มวัวกับตาตนเอง ไปถึงตอนนั้นเขากำลังเชือด

ก้อยเนื้อ ทั้งแบบสดและแบบสุก อย่างแรกนั้นผู้เขียนสะดุ้งจริงๆ อย่างหลังพอได้อยู่ (ขอบคุณภาพจาก internet)

ก้อยเนื้อ ทั้งแบบสดและแบบสุก อย่างแรกนั้นผู้เขียนสะดุ้งจริงๆ อย่างหลังพอได้อยู่ (ขอบคุณภาพจาก internet)

วัวพอดี จึงได้เห็นกรรมวิธีในการเชือด แต่ผู้เขียนก็มองไม่เต็มตานัก เห็นแต่ว่า เขาใช้มีดแทงที่คอวัว ให้เลือดไหลออกมาแล้วก็ใช้ภาชนะรองเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มแล่เนื้อ แล้วก็มีบางคนที่ที่อยู่ในวงเชือดนั้น แล่เอาเนื้อออกมาแล้วก็กินเดี๋ยวนั้นเลย เขาว่ากันว่า เนื้อสดหวานดี เนื้อที่แล่ได้ เครื่องใน อวัยวะทุกส่วน ใช้เป็นอาหารได้ทั้งสิ้น มีทั้งก้อย ลาบ ต้ม ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ดี หรือถุงน้ำดี อันนี้มีค่ามาก เอามาเป็นตัวชูรสในการประกอบอาหารทั้งก้อย ลาบ หรือแจ่วที่เป็นน้ำจิ้ม แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งคือ อาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะวัว เขาเรียกว่า “ขี้เพี้ย” อันนี้สำคัญอีกเหมือนกัน ใช้ในประกอบอาหารเพิ่มรสชาด คลุกกับลาบ ก้อย หรืออาหารอย่างอื่น ซึ่งทุกรายการในวันนั้น ผู้เขียนจำเป็นต้องขออนุญาตผ่านไปด้วยความเกรงใจอย่างยิ่ง ใจไม่ถึงพอที่ลองได้เลย  ถามตำรวจที่ไปด้วยว่า “ไม่ทานด้วยเขาจะว่าไหม” เขากลับหัวเราะแล้วก็ตอบเย้าเล่นว่า “ไม่หรอกเจ้านาย เขาไม่ว่าหรอก ดีเสียอีก เจ้านายจะได้ไม่รู้ว่าของมันอร่อย เดี๋ยวคราวหน้ามาแย่งพวกผม” เป็นงั้นไป…ซึ่งอันที่จริงผู้เขียนก็โล่งใจอย่างยิ่ง

นั่นคือการกินอยู่ในปี ๔๙ ซึ่งผู้เขียนมาอยู่ได้ประมาณ ๓ เดือนเศษ แล้วเกิดไปขัดใจหัวหน้าโรงพักเข้า เลยถูกเขี่ยไปช่วยราชการที่จังหวัดก่อนจะไปช่วยราชการในกรุงเทพฯในเวลาต่อมา รวมความแล้วในช่วงแรกนี้อยู่ที่สกลนครประมาณ ๔ เดือนเศษ เป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียน”กินเพื่ออยู่”อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก…

มาในช่วงหลังของการมาอยู่ที่นิคมน้ำอูนอีกครั้งเมื่อปี ๕๕ นี้ ผู้เขียนเริ่มคุ้นเคยกับอาหารการกินมากขึ้น ตัวช่วยที่สำคัญคือหัวหน้าโรงพักคนปัจจุบัน พ.ต.อ.กิจจา  แสงชวลิต ซึ่งเป็นนายตำรวจรุ่นนองที่เคยรู้จักและทำงานมาด้วยกันในนครบาล เขาโดนย้ายตามหลังผู้เขียนมา แต่ก็มาได้เป็นหัวหน้าโรงพักก่อน…เอ่อ  ก็เขาเก่งกว่าผู้เขียนนี่ ตรรกะง่ายๆ…อิอิ.. ด้วยความที่เราเป็นคนกรุงมาด้วยกัน มีข้อขัดข้องเรื่องอาหารการกินเหมือนกัน แต่ดีหน่อยที่ พ.ต.อ.กิจจาฯ แกชอบทำอาหาร มีความรู้เรื่องอาหารการกิน ผู้เขียนก็เลยได้อานิสงฆ์นั้นไปด้วย  กลับมางวดนี้อาหารการกินจึงค่อนข้างสะดวก อยู่ดีกินอร่อยขึ้น มีเวลาว่างเราก็จะนั่งปรึกษากันว่า จะกินอะไรดี แล้วก็พากันไปหาวัตถุดิบมาให้ครอบครัวตำรวจปรุงให้ โดยตัวหัวหน้าโรงพักเป็นคนไปคอยกำกับเอง ผู้เขียนก็มีหน้าที่ชิมอย่างเดียว สบายไป…หากจะว่าไปแล้ว การอยู่ในช่วงหลังของผู้เขียนนี้ ค่อนข้างจะเป็นช่วง “อยู่เพื่อกิน” ซะเป็นส่วนใหญ่…อิอิ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Kaebmoo's Blog

Blog ไม่ใช่ของกู

voaw

A great WordPress.com site

sertsak

No noodles, the family.

Live, Nerd, Repeat

Making life better through the perfect application of humor and nerdery

You read me, but you can change me not.

Mentally unhealthy kinda characteristic.

The Kid Travels

Ed Gregory (The Kid) goes travelling

Bagni di Lucca and Beyond

Brisbane, Bagni di Lucca and everything in between

TED Blog

The TED Blog shares interesting news about TED, TED Talks video, the TED Prize and more.

Framework

Capturing the world through photography, video and multimedia

[e]

a little about (M)E

On The Scene

Follow FOX News reporters and producers around the globe to get raw, behind-the-scenes access to the stories making headlines.

NewsFeed

Breaking news and updates from Time.com. News pictures, video, Twitter trends.

Post it Notes from my Idiot Boss

delivered directly to my computer monitor on an all too regular basis...

The Life and Times of Nathan Badley...

just like Moby Dick, but shorter and less whale-oriented.

Allen's Zoo

Art, Illustration, Character Design

Search Blogs

Just another WordPress.com weblog

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.

%d bloggers like this: