RSS

เรื่องเล่าของตำรวจบ้านนอก….วัฒนธรรมการทำงาน

28 ม.ค.
ตัวสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน ยังเป็นเรือนไม้สองชั้น น่าจะเป็นโรงพักไม้รุ่นแรกๆที่เหลืออยู่ไม่กี่ที่ในประเทศไทย...น่าที่จะอนุรักษ์ไว้

ตัวสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน ยังเป็นเรือนไม้สองชั้น เป็นโรงพักไม้รุ่นแรกๆที่เหลืออยู่ไม่กี่ที่ในประเทศไทย…น่าที่จะอนุรักษ์ไว้

ในบทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนเล่าสภาพพื้นที่และความเป็นมาที่มาทำงานอยู่ที่อำเภอนิคมน้ำอูนให้ฟังไปพอสังเขป (สังเขปอะไรกัน ยาวจนไม่อยากอ่าน..ฮ่า ฮ่า) ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ นิคมน้ำอูนแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยในแง่ของสภาพพื้นที่ ยังคงเป็นที่สงบสุข เป็นชีวิตของชนบทโดยแท้ พูดง่ายๆก็คือ ยังบ้านน้อก บ้านนอก อยู่ม้ากมาก  ๖ ปีที่ผ่านไป ผู้เขียนแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยในด้านนี้ เมื่อตอนปี ๔๙ นั้น ผู้เขียนยอมรับว่า ประทับใจมากกับการที่ได้มาทำงานร่วมกับตำรวจที่โรงพักนี้ รับรู้ได้ว่า พวกเขาเหล่านั้นมีวินัยและความรับผิดชอบสูงไม่แพ้ตำรวจในนครบาล เพียงแต่วัฒนธรรมการทำงานนั้นอาจแตกต่างกัน ตำรวจในนครบาลนั้น งานมากเสียจนแทบจะไม่มีเวลาคิดว่าจะต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ต้องทำเป็น routine pattern ไว้เลยว่า แต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง หากมีงานหรือภารกิจอื่นที่แทรกเข้ามาเร่งด่วนก็ค่อยว่ากัน แต่แค่ทำตามรูปแบบหรือตารางการทำงานที่กำหนดก็แทบหมดเวลาในแต่ละวันแต่ละผลัดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงงานจรอื่นๆ

พื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอนิคมน้ำอูน เป็นท้องทุ่งไร่นา สวนผลไม้ สวนยาง

พื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอนิคมน้ำอูน เป็นท้องทุ่งไร่นา สวนผลไม้ สวนยาง

แต่ที่นิคมน้ำอูน ไม่ใช่อย่างนั้น ด้วยพื้นที่นิคมน้ำอูนนั้น เป็นพื้นที่ที่เงียบสงบ เหตุร้ายเหตุด่วนนั้นไม่ค่อยมี หรือจะกล่าวให้ตรงๆก็คือ แทบไม่มีเลย ในปี ๔๙ คดีอาชญากรรมที่เกิดมักจะเป็นคดีเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่อาชญากรรมรุนแรง ที่มากหน่อยก็เมาสุราตีกันในงานบุญของหมู่บ้าน ซึ่งก็มักจะตกลงกันได้ โดยผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายมาเจรจาผูกเสี่ยวเป็นเพื่อนกันก็จบ หากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินก็มักเป็นเรื่องโทรศัพท์มือถือที่วางไว้หรือลืมไว้หาย ประเภทงัดบ้านงัดช่องเข้าไปขโมยทรัพย์สิน หรือวิ่งราว ชิงทรัพย์นั้น ไม่มีเลย ที่มีมากหน่อยก็ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำพวกกัญชา ส่วนยาบ้านั้นยังไม่มีแพร่ระบาดเข้าไปนัก หรือความผิดเกี่ยวกับรัฐ เช่น อาวุธปืน(แก็ป) คดีป่าไม้เป็นต้น หากตำรวจไม่ขยันออกไปจับ คดีอาญาปีหนึ่งไม่ถึงร้อยคดี ปี ๕๕ นี้ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องสถิติคดีอาชญากรรม การแพร่ระบาดของยาบ้ามีมากขึ้น ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ก็มีมากขึ้น ประเภทลักน้ำยาง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้ยาง (หมายถึงยางที่อยู่ในถ้วยรองรับน้ำยางจากต้นยางและเจ้าของยังไม่ได้มาเก็บ แต่มีคนมาลักเก็บไปขายเสียก่อน) แต่ก็ไม่ถึงกับมีมากเสียจนภาษาตำรวจว่า ควบคุมอาชญากรรมไม่ได้ ความที่เป็นอำเภอเล็กๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาประจำอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ก็เป็นตำรวจที่ขอย้ายกลับภูมิลำเนาเพราะเป็นคนพื้นเพหรือได้ภรรยาหรือสามีเป็นคนที่นี่ แทบทุกคนก็จะมีที่ทางเป็นของตนเอง มีที่นา หากไม่ทำเองก็ให้ผู้อื่นเช่าทำ บ้างมีที่อยู่บนที่ดอนก็เริ่มหักร้างถางพงเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา ซึ่งก็เริ่มที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตยางได้แล้ว ดังนั้นเกือบทุกคนก็จะมีอาชีพเสริมเป็นชาวสวนชาวไร่ แต่เมื่ออยู่ไปๆอาชีพเสริมก็กลายเป็นอาชีพหลัก การรับราชการตำรวจดูจะกลายเป็นอาชีพเสริมไป กลายเป็นเพียงหลักฐานหน้าตาของผู้ดำรงตำแหน่ง ได้ชื่อว่าเป็นตำรวจ เป็นข้าราชการมีหน้ามีตาอยู่ในอำเภอนี้ แต่งานหลักอยู่ที่อาชีพชาวสวนยางซึ่งดูจะทำรายได้ให้มากกว่า ด้วยที่เป็นสังคมเล็กๆ ดังนั้นทุกคนจึงรู้จักกันแทบทั้งสิ้น ใครเป็นใคร ลูกใครสามีภรรยาใคร เป็นพ่อเป็นแม่ ปู่ย่าตายายของใคร บ้านช่องอยู่ที่ไหนรู้จักกันแทบทั้งสิ้น อันที่จริงก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่กลายเป็นว่า ลูบหน้าปะจมูก ใครกระทำความผิดอะไรหากไม่รุนแรงใหญ่โตจนเกินไปนัก ก็เข้าทำนองไม่อยากยุ่ง เกรงอกเกรงใจกัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้กลายเป็นส่งผลเสียต่อการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่มีบทบัญญัติโทษเล็กๆน้อยๆ จำพวก พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ร.บ.การจำหน่ายสุรา พ.ร.บ.การพนัน เป็นต้น และบางครั้งก็ส่งผลต่อกฎหมายสำคัญๆ เช่น พ.ร.บ.ยาเสพติด พ.ร.บ.อาวุธปืน ด้วย

"ตู้ยามศรีเมือง" ตู้ยามแห่งเดียวของ สภ.นิคมน้ำอูน ตั้งอยู่ริมถนนสายวาริชภูมิ-กุดบาก

“ตู้ยามศรีเมือง” ตู้ยามแห่งเดียวของ สภ.นิคมน้ำอูน ตั้งอยู่ริมถนนสายวาริชภูมิ-กุดบาก (ถนนดำเส้นเดียวของอำเภอ)

ด้วยปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพพื้นที่และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนี้เองที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เพราะเห็นว่า เกินความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด เกินความจำเป็นที่จะต้องไปออกตรวจตราตรวจค้นตรวจจับ เพราะไม่ได้มีเหตุอะไรรุนแรง มีความสงบอยู่แล้ว ทำไปก็กระทบกับญาติพี่น้องคนรู้จักกันทั้งนั้น หัวหน้าโรงพักและตัวผู้เขียนเองเป็นคนต่างถิ่นด้วยกันทั้งคู่ ปัจจัยข้อนี้จึงนับเป็นอีกข้อขัดข้องหนึ่งที่ตำรวจบ้านนอก(จำเป็น)อย่างพวกเราได้เจอะเจอ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรใหญ่โต เพราะตำรวจที่นี่..อย่างที่บอกไว้ว่า มีวินัย เราพาทำงานเขาก็ทำ พาจับกุมตรวจค้น ก็มิได้เกี่ยงงอน พาเข้าชุมชนก็กระตือรือร้น ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องสนุกไปกันทั้งนายและลูกน้อง

สิ่งที่ผู้เขียนพบว่า เปลี่ยนแปลงไปมากจากที่มาครั้งแรกเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว คืออัตรากำลังพลของตำรวจที่นี่ เมื่อปี ๔๙ นั้น มีตำรวจชั้นประทวนอยู่ที่โรงพักประมาณ ๔๐ กว่านาย แต่ตอนนี้ปี ๕๕ เข้าปี ๕๖ มีอยู่เพียง ๑๙ นาย ที่เหลือเป็นนายตำรวจรวมแล้วไม่ถึง ๓๐ นาย น่าดีใจที่ตำรวจส่วนใหญ่ที่หายไปนั้น กลายไปเป็นนายตำรวจ เพราะสอบได้และได้รับการแต่งตั้งไปทำหน้าที่ในพื้นที่อื่น ตำรวจที่เหลือก็มีบ้างที่ยังสอบไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่อยากสอบ ไม่อยากเป็นนายตำรวจหากเป็นแล้วจะต้องไปอยู่ที่อื่น ดีที่ตอนนี้ในสองปีหลัง มีการแต่งตั้งตำรวจชั้นประทวนที่มีอายุ ๕๓ ปีขึ้นไปเป็นนายตำรวจ และเมื่อเป็นแล้วก็อยู่ทำหน้าที่ที่ท้องที่เดิมไม่ต้องย้ายไปไหน ซึ่งพวกเราเรียกกันว่า นายร้อยรุ่น ๕๓  เมื่อปีที่แล้ว มีผู้เข้าเกณฑ์ได้เป็นนายร้อยรุ่น ๕๓ นี้ ๕ คน ปีนี้มีเพิ่มอีก ๓ คนอยู่ระหว่างการไปรับอบรมเป็นนายตำรวจ ถือเป็นนโยบายที่สร้างขวัญและ

ตำรวจชั้นประทวนที่เหลืออยู่ทั้งหมด กำลังรวมแถวเพื่อทำโยธาพัฒนาโดยรอบสถานี

ตำรวจชั้นประทวนที่เหลืออยู่ทั้งหมด กำลังรวมแถวเพื่อทำโยธาพัฒนาโดยรอบสถานี

กำลังใจให้กับตำรวจผู้น้อยได้มากโขอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาที่ใกล้จะเกษียณอายุราชการทั้งหลาย การที่ได้เป็นนายตำรวจติดดาว แม้จะแค่ร้อยตรีร้อยโท แต่ก็มีความหมายกับพวกเขาอย่างมาก ทุกคนที่ได้รับการแต่งตั้งกระตือรือร้นขึ้น อยากที่จะออกไปทำงาน อยากที่จะออกไปพบชาวบ้าน อยากออกไปตรวจ อยากออกงาน ได้แสดงตัวว่าเป็นนายตำรวจแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่องานในหน้าที่ไปด้วย และเท่าที่สังเกตุดู ก็ไม่เห็นมีใครที่จะออกลูกกร่าง เบ่งคับฟ้า คับแก้ว หรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นเพียงความภาคภูมิใจของพวกเขา และที่สำคัญก็คือ บรรดาภรรยาของเขาเหล่านั้นก้ได้กลายเป็นคุณนายไปด้วย สร้างความยินดีให้กับครอบครัวของตำรวจบ้านนอกอย่างพวกเราได้ดีทีเดียว ต้องขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาในระดับสูงที่ส่งเสริมนโยบายนี้

อย่างที่เคยบอก ผู้เขียนนั้นเคยแต่ทำงานอยู่ในเมืองกรุง วัฒนธรรมการทำงานของตำรวจในกรุงนั้นค่อนข้างที่จะซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่สักหน่อย…อิอิ  แต่การทำงานที่นี่ค่อนข้างที่จะแตกต่างไปมาก ที่แน่ๆก็งานน้อยกว่ามากกว่ามากล่ะ หากมาทำงานที่นี่สัก ๓๐ เปอร์เซนต์ของที่เคยทำงานอยู่ที่เมืองกรุง ก็ถือว่าคุณขยันขันแข็งแล้ว…ท่านอาจะว่า อะไรจะขนาดนั้น มันก็จริงๆนี่ครับ อย่างน้อยมันก็เป็นจริงในความรู้สึกของผู้เขียนเอง…. งานที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อน ผลประโยชน์นั้นไม่ต้องพูดถึง ตำรวจที่นี่ตัดออกไปได้เลยเรื่องผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ทับซ้อนหรือประโยชน์โจ่งแจ้ง ไม่มีโดยสิ้นเชิง งานที่ต้องทำมากหน่อย ก็เป็นเรื่องของการปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งต้องยอมรับว่า ทำยากเอาการอยู่เหมือนกัน และดูเหมือนว่าจะยากกว่าในเมืองกรุงเสียอีก ที่ว่ายากกว่า ก็เนื่องมาจากว่า ตำรวจที่นี่นั้นเป็นที่รู้จักของคนทั้งอำเภอ มีอยู่แต่หน้าเดิมๆเห็นกันมาแต่ไหนแต่ไร ไปที่ไหนใครก็รู้ว่าเป็นตำรวจ ให้นอกเครื่องแบบอย่างไร ชาวบ้านเขาก็รู้ แต่ในทางกลับกัน ตำรวจสิไม่รู้ได้ว่า ใครเป็นคนขายยา (ไม่ใช่พวกเภสัชกรนะ แม้ว่าที่นี่พวกขายยาเสพติดเราจะเรียกกันว่าเป็นเภสัชกรก็ตาม..อิอิ) แม้จะรู้ระแคะระคาย แต่ก็ยากอยู่ที่จะให้ได้พยานหลักฐานคาหนังคาเขา ที่จับได้ก็มักจะเป็นรายเล็กๆ ไอ้ที่เป็นรายใหญ่แม้จะรู้อยู่และคอยจ้องหาทางจับมันอยู่ แต่มันกลับจ้องเราเสียมากกว่าที่เราจะจ้องมัน…เป็นงั้นไป… ที่ผ่านมาอย่างมากที่สุดที่ทำได้ ก็แค่เราเอาหมายค้นเข้าไปตรวจค้น พบเงินสดจำนวนมากหลายล้านบาทซ่อนฝังดินไว้ในบริเวณบ้าน หรือไม่ก็พบวางไว้อยู่ในบ้าน แต่ไม่พบยาเสพติดจำนวนมากอย่างที่กะเก็ง ได้แค่อายัดเงินไว้ ทำเรื่องยึดทรัพย์รถยนต์ รถไถ บ้านช่อง แต่ความเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดผลในที่สุดเพื่อสั่งยึดทรัพย์นั้น ค่อนข้างจะลำบากอยู่ ต้องรอผลการพิจารณาของชั้นศาล

ถนนหนทางโดยทั่วไป ห่างจากหมู่บ้านเพียงไม่กี่เมตร หรือแม้แต่ในหมู่บ้านก็มีสภาพเป็นเช่นนี้

ถนนหนทางโดยทั่วไป ห่างจากหมู่บ้านเพียงไม่กี่เมตร หรือแม้แต่ในหมู่บ้านก็มีสภาพเป็นเช่นนี้

ความยากอีกประการหนึ่งของการปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่นี่ ก็คือสภาพพื้นที่ที่เป็นชนบทห่างไกล มีพื้นที่ว่างและเส้นทางมากมาย เหมาะแก่การหลบซ่อน หลบหนี ยากแก่การตรวจหาในเวลาค่ำคืนหรือแม้แต่ในเวลากลางวัน หากไม่ได้ข่าวจากสายที่วางไว้ หรือผู้ประสงค์ดีที่จะช่วยสังคมแล้วล่ะก็ อย่าไปตรวจหาเลย ไม่มีทางเจอหรอก มันยากเสียยิ่งกว่าในเมืองที่ใครไปทำอะไรที่ไหนก็อาจมีคนรู้คนเห็น แต่ที่นี่ห่างจากหมู่บ้านออกไปสักไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นทุ่งนา เป็นสวนยาง เป็นป่าเป็นเขาเสียแล้ว น้อยครั้งที่จะมีใครไปเห็นว่า ใครมั่วสุมทำอะไรกัน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้พวกเราใช้เป็นข้ออ้างได้ การปราบปรามยาเสพติดพวกเราทุกคนยังถือเป็นงานสำคัญของโรงพัก (เพราะไม่มีคดีอื่นๆที่จะให้ทำแล้ว…อิอิ) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนโรงพัก ที่มีตัวสารวัตรสืบสวนที่ขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบ ยังคงออกทำงานกันทุกวัน และไม่ได้มุ่งจับแต่ผู้เสพ เพราะผู้เสพอย่างที่รู้กันดีว่า ไม่ใช่อาชญากร พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา และผู้เสพที่พื้นที่นี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ทำงานกรีดยางในเวลาค่ำคืนหรือทำไร่ ทำสวน เสพกันตามความนิยมความเชื่อว่า หากได้เสพแล้ว จะขยันขันแข็งทำงานได้มากขึ้น มีพลังเหลือเฟืออะไรทำนองนั้น มีส่วนน้อยที่เป็นเด็กและเยาวชน การจับกุมจึงมุ่งไปที่ผู้จำหน่าย แม้ว่าจะเป็นรายเล็ก จับได้ครั้งหนึ่งพร้อมด้วยของกลางไม่มาก แต่พวกเราก็จับบ่อยครั้งอยู่ แม้ว่าความพยายามจำนวนมากจะล้มเหลวก็ตาม

หัวหน้าโรงพัก พ.ต.อ.กิจจา  แสงชวลิต พบปะเด้กนักเรียนหน้าเสาธง

หัวหน้าโรงพัก พ.ต.อ.กิจจา แสงชวลิต พบปะเด็กนักเรียนมัธยมหน้าเสาธง

สิ่งหนึ่งที่พวกเราทำควบคู่กันไปด้วยในการปราบปรามยาเสพติดคือ การให้ความรู้ความเข้าใจ และการป้องปรามในหมู่เยาวชน โดยเฉพาะเด้กนักเรียนวัยรุ่น ซึ่งในพื้นที่อำเภอนิคมน้ำอูนนั้น มีโรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่เพียงแห่งเดียว เด็กโตส่วนใหญ่ในอำเภอนี้จะเรียนที่นี่ มีบางส่วนที่ผู้ปกครองมีฐานะหน่อยก็จะให้ไปเรียนมัธยมที่อำเภอที่ใหญ่กว่า เช่น วาริชภูมิ พังโคน หรือไปเช่าหอพักเพื่อเรียนอยู่ในตัวเมือง ภารกิจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจกระทำหลังปล่อยแถวหน้าเสาธงตอนเช้าหน้าโรงพักเสร็จ คือการเดินตรวจตามตลาดและชุมชนหน้าโรงเรียน เพื่อไล่กวดเด็กนักเรียนที่ยังเถลไถลไม่เข้าโรงเรียน และทุกสัปดาห์ตัวผู้เขียนและตัวหัวหน้าโรงพักจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปพบกับเด็กนักเรียนตอนเช้าหน้าเสาธง เพื่อให้ความรู้และเพื่อปรามการกระทำที่อาจนำไปสู่ความเสื่อมต่อตัวเยาวชนและเด็กนักเรียนเอง ผู้เขียนมาอยู่(ในช่วงหลังนี้)ที่โรงพักนี้ได้ ๕ เดือนเศษ ได้หมุนเวียนกับหัวหน้าโรงพักไปพบกับนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็เห็นผลว่า สถานการณ์ดีขึ้นมาก จากแต่ก่อนนี้ที่เด็กนักเรียนเคยเข้าโรงเรียนสาย จนครูเอือมระอาไม่รู้จะแก้อย่างไร ก็ดีขึ้นมีนักเรียนเข้าโรงเรียนสายน้อยลง โดดเรียนออกมาก่อนเวลาก็มีน้อยลง แต่ก่อนนี้ตอนเย็นจะมามั่วสุมกันอยู่ตามเถียงนาจนค่ำมืดก็เน้อยลง ถือได้ว่าเป็นผลมาจากการทำหน้าที่ของพวกเราได้อยู่…

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้งานด้านการป้องปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดได้ผลขึ้น คือ การดำเนินการตามโครงการเสียงตามสาย ซึ่งเป็นนโยบายของผู้บังคับบัญชาที่ใช้ในแถบถิ่นชนบทมานานแล้ว ตัวผู้เขียนเองก็เห็นว่า กิจกรรมนี้ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุดก็เป็นโอกาสที่ดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้พบปะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในสังคมเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพฯ อาจจะไม่ทราบว่า อะไรคือเสียงตามสาย ต้องท้าวความกันนิดหน่อยว่า ในสังคมชนบทนั้น แต่ละหมู่บ้านจะมีศูนย์กระจายข่าวประจำหมู่บ้าน โดยผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันเป็นผู้ดูแล มีเครื่องขยายเสียง ตั้งเสาติดตั้งลำโพงไว้หลายตัวหันไปทุกทิศทาง บางหมู่บ้านที่ใหญ่หน่อยก็จะเดินสายไปตามเสาไฟฟ้าแล้วติดตั้งลำโพงไว้เป็นจุดๆ เพื่อสื่อสารหรือกระจายข่าวให้ทราบทั่วถึงกัน โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่หรือกำนันจะใช้เวลาตอนเช้าประมาณตีห้าเศษๆเป็นเวลาประชาสัมพันธ์ เพราะหากสายหน่อยชาวบ้านก็จะไปสวนไปนากันหมด หรือหากมีเร่งด่วนก็อาจจะกระจายเสียงกันตามแต่เวลาอันควร เมื่อก่อนนี้โทรศัพท์มือถือยังไม่เป็นที่แพร่หลาย การกระจายเสียงตามสายจึงจำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าตอนนี้แทบทุกคนจะมีโทรศัพท์มือถือ แต่เสียงตามสายก็ยังเป็นที่จำเป็นและมีประโยชน์อย่างชนิดที่เรียกว่าอย่างยิ่งอยู่เหมือนเดิม

เท่าที่ผู้เขียนทราบ รู้สึกว่าทุกโรงพักที่อยู่ตามชนบทจะมีการทำกิจกรรมรูปแบบนี้ ก็อยู่ที่ผู้บริหารของแต่ละโรงพักว่า จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติกันได้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพขนาดไหน โดยทั่วไปแล้วตำรวจส่วนใหญ่มักไม่มั่นใจที่จะไปพูดให้ชาวบ้านฟัง อ้างเหตุผลง่ายๆคือ พูดไม่เป็น แต่ละโรงพักจึงมักจะมีทีมงานชุดตำรวจชุมชนสัมพันธ์ที่พอจะมีศักยภาพพูดสื่อสารได้เป็นผู้รับผิดชอบโครงการเสียงตามสาย โดยจะหมุนเวียนกันไปครั้งละหมู่บ้าน เพราะการพูดออกเครื่องกระจายเสียงนี้ จำเป็นต้องใช้ทักษะในการพูดอยู่เหมือนกัน ไม่เช่นนั้นคงจะพูดฟังไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราวนัก เรื่องที่จะพูดก็เป็นประเด็นสำคัญ หากไม่มีการเตรียมข้อมูลที่เหมาะสม เรื่องราวที่พูดไม่น่าสนใจไม่น่าติดตาม ก็รังแต่จะสร้างความน่ารำคาญ ความหนวกหูให้กับชาวบ้านเปล่าๆ ทำให้แต่ละโรงพักมีคนที่พูดได้ไม่กี่คน ด้วยข้อจำกัดนี้เองที่ทำให้กิจกรรมนี้ทำได้ไม่บ่อย ไม่ทั่วถึง และความถี่ไม่พอ ประสิทธิภาพจึงไม่เกิด เรียกกันง่ายๆว่า ไม่ค่อย work อะไรประมาณนั้นล่ะ ทั้งๆที่กิจกรรมนี้ควรจะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสื่อสารหรือสร้างความเข้าใจระหว่างตำรวจกับชาวบ้านได้ดีกว่าการไปจัดการอบรมแล้วเกณฑ์ชาวบ้านมานั่งฟัง หรือการจัดทำโปสเตอร์สวยหรูติดภาพผู้บังคับบัญชาพร้อมข้อความไว้ตามถนนหรือทางแยก ซี่งอย่างหลังนี่นอกจะไม่คุ้มทุนแล้วยังดูรกรุงรังเลอะเทอะอีกด้วย..อิอิ

หัวหน้าโรงพักไปตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำกิจกรรมเสียงตามสายในหมู่บ้านหนึ่งในพื้นที่รับผิดชอบ

หัวหน้าโรงพักไปตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำกิจกรรมเสียงตามสายในหมู่บ้านหนึ่งในพื้นที่รับผิดชอบ

วิธีการที่จะนำนโยบายสู่การปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพและได้ฝึกทักษะการพูดในที่ชุมชนให้กับตำรวจเราไปด้วย ก็คือการใช้การบริหารจัดการที่เหมาะสม เริ่มจากการสร้างความเข้าใจให้ตำรวจเราได้รู้ว่า หน้าที่ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เป็นหน้าที่เฉพาะของตำรวจชุมชนสัมพันธ์หรือใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ที่น้ำอูนนี้เราทำกิจกรรมเสียงตามสายกันสัปดาห์ละหนึ่งวันพร้อมกันทุกหมู่บ้านในวันเดียวกัน เวลาอาจจะเหลื่อมล้ำกันนิดหน่อย เพื่อไม่ให้เสียงตีกันเพราะบางหมู่บ้านก็อยู่ใกล้กันมาก พูดอีกหมู่บ้านหนึ่ง อีกหมู่บ้านหนึ่งหรือหลายหมู่บ้านก็ได้ยินไปด้วย ปกติแล้วจะมีตำรวจประสานงานประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว หมู่บ้านละหนึ่งนาย ที่น้ำอูนมี ๒๙ หมู่บ้าน ตำรวจชั้นประทวนมีไม่พอครบทุกหมู่บ้าน ก็ให้นายตำรวจสัญญาบัตรมาช่วยด้วย ทุกคนต้องออกไปพูด

ต่อมาก็ต้องมีทีมงานจัดทำ scrip ของการพูดในแต่ละครั้งให้ทุกคนไปดูก่อนวันออกกิจกรรมหนึ่งวัน ต้องขอเรียนย้ำว่าเป็น scrip ไม่ใช่แค่ข้อมูลดิบแล้วไปคิดคำพูดเอาเอง แต่เป็นบทพูดที่ใช้ประชาสัมพันธ์ แต่ละคนก็ไปอ่านเป็นแนวทางเพื่อสร้างการพูดตามรูปแบบของตนเอง จะเป็นภาษาท้องถิ่นหรือเป็นภาษากลางก็แล้วแต่ความถนัด ส่วนใหญ่ก็จะพูดเป็นภาษากลาง มีบ้างที่พูดด้วยภาษาท้องถิ่น ตอนแรกๆนั้น ตำรวจส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะพูดตาม style ของตนเองนัก มักจะอ่านตาม scrip ที่ให้ไป  ซึ่งหากอ่านเป็๋นจังหวะจะโคลนที่เหมาะสม ก็ฟังดูเหมือนกับคนพูดเก่งๆคนหนึ่งเหมือนกัน บางคนก็ไม่กล้าพูด แอบเอาไปให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันพูดแทน ซึ่งตรงนี้ต้องใช้การตรวจสอบและการกำกับดูแล เพื่อให้ทุกคนพูดด้วยตนเอง ใครยังพูดไม่ได้ก็ให้อ่านตาม scrip เพียงไม่นานตำรวจส่วนใหญ่ก็มีความมั่นใจที่จะพูดมากขึ้น บางคนถึงกับรอให้ถึงวันที่จะได้ไปพูดอีก กระตือรือร้นว่า scrip ในครั้งต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร บางคนก็เริ่มที่จะมีรูปแบบการพูดเป็นของตนเอง มีการเพิ่มเติมสาระที่เป็นประโยชน์ที่เหมาะสมกับหมู่บ้านที่ตนเองรับผิดชอบเข้าไปด้วย  มีบางตำรวจบางนายที่ยังไม่ค่อยจะตอบสนองในตอนแรกๆ คอยดูว่า คนอื่นจะว่ายังไง ชาวบ้านจะสนใจหรือไม่ แต่เมื่อเห็นว่า ตำรวจคนอื่นๆก็เห็นด้วย และชาวบ้านก็มีการตอบรับในทางที่ดี ก็หันมาตอบสนองกับกิจกรรมนี้ในที่สุด จนปัจจุบันเกือบจะกล่าวได้ว่า ทุกสัปดาห์ตำรวจน้ำอูนจะได้มีโอกาสไปสื่อสารกับชาวบ้านในทุกหมู่บ้าน ยกเว้นแต่ว่า ตำรวจประสานงานประจำหมู่บ้านนั้นติดภารกิจหรือป่วยจนไม่สามารถไปได้ ซึ่งหากตำรวจไม่ได้ไปพูดคุยเสียงตามสาย ชาวบ้านเขาก็จะท้วงเอากับผู้เขียนหรือหัวหน้าโรงพักเองว่า อาทิตย์ที่แล้วทำไมตำรวจไม่มา….แปลกดีไหมล่ะ…อิอิ  ยังไงล่ะก็ ต้องให้เครดิตแก่คนที่ริเริ่มโครงการนี้…อิอิ  อีกที…

บางท่านอาจสงสัยว่า อ้าว กะอีแค่ตำรวจไปพูดออกเครื่องกระจายเสียงสัปดาห์ละครั้ง มันจะช่วยในการป้องปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดได้อย่างไร  ผู้เขียนเข้าใจผิดหรือเปล่า…. อันนี้ก็ต้องตอบกันตามตรงละครับว่า ไม่ได้เกิดผลโดยตรงต่อการป้องปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดหรอกครับ  แต่ผลมันมีทางอ้อม… กล่าวคือ กิจกรรมนี้จะทำให้เกิดการสื่อสารกันมากขึ้นระหว่างตำรวจกับชาวบ้าน เกิดปฏิสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่ง รูปแบบที่เกิดขึ้นใหม่นี้ เกิดขึ้นระหว่างชาวบ้านกับคนที่มีสถานะของตำรวจที่กำลังปฏิบัติงานตามหน้าที่ ไม่ใช่รูปแบบเดิมระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นตำรวจ แต่เดิมนั้นชาวบ้านเขาก็เห็นว่า ตำรวจน้ำอูนนั่นน่ะ ก็คือชาวบ้านคนหนึ่งที่อาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกับพวกเขา รู้จักกันก็รู้จักในฐานะชาวบ้านหมู่บ้านเดียวกันหรือหมู่บ้านใกล้เคียงกัน ตอนนี้เขาได้พบได้เห็นว่า คนที่ตนเคยรู้จักว่าเป็นชาวหมู่บ้านเดียวกันนั้น มาพบกับพวกเขาในสถานะของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ และที่สำคัญคือ เขาได้เห็นการทำงานที่ไม่ได้มาในรูปแบบของการจับผิด แต่มาในรูปแบบของการให้ความรู้ ทำความเข้าใจ มาสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในชุมชน ความสัมพันธ์นี้มันแตกต่างกันมากโดยสิ้นเชิงจากเดิมที่เคยรู้จักว่า คนนี้คือชาวบ้านคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นตำรวจ หรือรู้สึกว่าตำรวจมาจับอะไรหรือเปล่า และด้วยความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่นี้เอง นำไปสู่ความรู้สึกถึงการได้รับการเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ รู้สึกถึงความใกล้ชิดสนิทสนมในรูปแบบของเจ้าหน้าที่รัฐที่มาทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุข ส่งผลต่อภาพลักษณ์ในทางที่ดีของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ รวมไปถึงหน่วยงานของผู้นั้นด้วย อันจะส่งผลต่อความเชื่อถือ ความไว้วางใจ และรู้สึกถึงความเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมที่มีผลเป็นรูปธรรมต่อความร่วมมือระหว่างตำรวจกับประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง อันนี้ว่ากันตามทฤษฎีของ Community Policing เลยนะครับ…….เอ้อ..ไม่รู้ว่า คำตอบพอใช้ได้หรือเปล่า หรือยิ่งออกทะเลไปอีก…อิอิ

ก็เอาเป็นว่า ผู้เขียน(คิดเข้าข้างตัวเองว่า)เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมเสียงตามสายที่มีการบริหารจัดการที่ดีและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่นี้อย่างชัดเจน เป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับชาวบ้าน เสียดายที่ด้วยความเป็นตำรวจบ้านนอก จึงไม่ได้ทำแบบสำรวจความพึงพอใจไว้ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรม เลยมิอาจยืนยันได้ในเชิงวิชาการ ถึง Before and After ในเรื่องนี้ได้…. ตำรวจบ้านนอกก็อย่างนี้ล่ะครับ อย่าถือสาเลย…แหะ แหะ

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Kaebmoo's Blog

Blog ไม่ใช่ของกู

voaw

A great WordPress.com site

sertsak

No noodles, the family.

Live, Nerd, Repeat

Making life better through the perfect application of humor and nerdery

You read me, but you can change me not.

Mentally unhealthy kinda characteristic.

The Kid Travels

Ed Gregory (The Kid) goes travelling

Bagni di Lucca and Beyond

Brisbane, Bagni di Lucca and everything in between

TED Blog

The TED Blog shares interesting news about TED, TED Talks video, the TED Prize and more.

Framework

Capturing the world through photography, video and multimedia

[e]

a little about (M)E

On The Scene

Follow FOX News reporters and producers around the globe to get raw, behind-the-scenes access to the stories making headlines.

NewsFeed

Breaking news and updates from Time.com. News pictures, video, Twitter trends.

Post it Notes from my Idiot Boss

delivered directly to my computer monitor on an all too regular basis...

The Life and Times of Nathan Badley...

just like Moby Dick, but shorter and less whale-oriented.

Allen's Zoo

Art, Illustration, Character Design

Search Blogs

Just another WordPress.com weblog

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.

%d bloggers like this: