RSS

เรื่องเล่าของตำรวจบ้านนอก….จากในเมืองมาสู่บ้านนอก

23 พ.ย.

ผู้เขียนไม่ได้เข้ามาที่บล็อคนี้เสียนาน เนื่องด้วยภารกิจและข้อจำกัดของ internet access…ตอนนี้ข้อจำกัดค่อนข้างจะผ่อนคลายลง น่าจะมีโอกาสเขียนบล็อคอย่างที่อยากจะเขียนได้…. อย่าเพิ่งเบื่อบล็อคของผู้เขียนเสียก่อนนะครับ…วันนี้จะถือโอกาสเล่าเรื่องของตำรวจบ้านนอกอย่างผู้เขียนให้ฟังสักหน่อย ลองอ่านดูนะครับ บางทีอาจมีเรื่องที่น่าสนใจบ้างก็ได้..อิอิ

อย่างไรก็ตามต้องออกตัวไว้ก่อนว่า การเล่าเรื่องครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะดูหมิ่นเหยียดหยามความเป็นคนบ้านนอกแต่อย่างใด และก็ไม่ได้ทำดัดจริตว่าไม่เคยเห็นหรือรับรู้เรื่องชนบทในเมืองไทย เพราะบิดาของผู้เขียนเองก็เป็นคนต่างจังหวัดเป็นคนอิสาน ผู้เขียนเองก็เคยไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของบิดาที่นครพนมมาก่อนแม้จะไม่กี่ครั้งและเป็นระยะเวลาสั้นๆในสมัยที่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่ และยังเคยเดินทางท่องเที่ยวตามดินแดนชนบทมาหลายครั้งจึงพอที่จะรับรู้อยู่บ้าง แต่การที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสชีวิตของการเป็นชาวชนบทหรือบ้านนอกในครั้งนี้ เป็นไปโดยหน้าที่การงานซึ่งจะต้องลงไปสัมผัสอย่างแท้จริง จึงนับเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและไม่อาจลืมได้เลยของผู้เขียน จึงขออนุญาตบันทึกไว้ให้ปรากฏ

อย่างที่ผู้เขียนได้เคยกล่าวไว้นานแล้วว่า ผู้เขียนนั้นเคยแต่ทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร เป็นเด็กกรุงเทพฯโดยกำเนิด  เกิดเรียนเติบโตในเมืองหลวง มารดา ตายายและเหล่ากอของท่านก็เป็นคนกรุงเทพฯแถววัดตะกล่ำ ซอยอุดมสุข พระโขนง และคงจะเหมือนกับหลายๆท่านที่มักจะสนิทสนมกับครอบครัวของมารดามากกว่าทางด้านบิดา บ้านตายายจึงเหมือนบ้านแห่งที่สองของผู้เขียน ส่วนบ้านปู่ย่าที่อยู่นครพนมนั้น เคยไปเมื่อตอนเด็กๆเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น ต่อมาเมื่อจบการศึกษาแล้วก็เข้ารับการบรรจุลงในกรุงเทพฯหรือนครบาล แล้วก็วนเวียนอยู่นครบาลมาโดยตลอด  เพิ่งจะโดนย้ายมาอยู่ภูธรเพราะเหตุบกพร่องต่อหน้าที่เมื่อปลายปี ๒๕๔๙ แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องหนีมาช่วยราชการที่กรุงเทพฯอีกเนื่องจากทะเลาะกับหัวหน้าโรงพัก จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานี่เอง จึงได้กลับมาทำงานที่ภูธรนี่อีกครั้ง และมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะต้องอยู่ยาวกลายเป็นตำรวจบ้านนอกเต็มตัวเสียแล้ว

สภาพทั่วไปในพื้นที่นิคมน้ำอูน

กลับมาคราวนี้มีหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นไม่ใช่สภาพพื้นที่และชุมชน นิคมน้ำอูนยัคงเหมือนเดิมกับเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว เคยเป็นอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเดินทางมารายงานตัวทำงานครั้งแรกที่นี่เมื่อปี ๒๕๔๙ นั้น ผู้เขียนออกเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนซี้คนหนึ่งช่วยขับรถมาส่ง เพราะมีของที่จะต้องบรรทุกมาปักหลักทำงานหลายชิ้น ออกเดินทางจากกรุงเทพฯหลังเที่ยงวันเล็กน้อย มาตามแผนที่โดยยังไม่รู้ว่า โรงพักนิคมน้ำอูนนั้นอยู่ตรงไหน รู้แต่ว่าอยู่ในจังหวัดสกลนคร ผู้เขียนกับเพื่อนเดินทางมาถึงตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นตอนเกือบจะทุ่มหนึ่งเห็นจะได้ ถามเพื่อนว่า “จะหาอะไรกินก่อนไหม” เพราะกว่าจะไปถึงตามแผนที่ก็คงอีกร่วม ๓๐๐ กิโลเมตร เพื่อนของผู้เขียนบอกว่า “ยังไม่ค่อยหิวเลย เอาไว้ไปกินที่นิคมน้ำอูนก็แล้วกัน” ผู้เขียนแย้งว่า “จะมีอะไรให้กินหรือเปล่าไม่รู้ ไม่หาอะไรกินก่อนหรือ” แต่เพื่อนของผู้เขียนตัดบทว่า “เฮ่ย..มันต้องมีอะไรบ้างละว้า อย่างน้อยก็ชายสี่หมี่เกี๊ยว”  ผู้เขียนก็คิดเช่นกันว่า น่าจะมีร้านอาหารตามสั่งให้กินบ้างหรอกน่า จึงได้แต่นิ่งเงียบ

เพื่อนของผู้เขียนเลือกใช้เส้นทางเข้าขอนแก่นแล้วมาทางยางตลาด ผ่านกาฬสินธุ์ ขึ้นภูพานเข้าเขตจังหวัดสกลนคร แล้วผ่านอำเภอกุดบากเข้าอำเภอนิคมน้ำอูน แต่หลังจากผ่านอำเภอสมเด็จ อำเภอสุดท้ายของกาฬสินธุ์รอยต่อกับสกลนครก่อนขึ้นภูพานนั้น ผู้เขียนชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า พวกเราจะหาอะไรกินได้อย่างที่คิด เพราะตลอดสองข้างทางนั้น มีแต่ป่าเขา แม้จะผ่านหมู่บ้านหรือชุมชน แต่ก็มีแต่ความเงียบเชียบไม่ได้มีร้านรวงร้านค้าอย่างที่เข้าใจไว้แต่แรก ยิ่งเมื่อเลี้ยวซ้ายจากถนนหลักเข้าอำเภอกุดบากเพื่อไปยังนิคมน้ำอูนอันเป็นเวลาเกือบสามทุ่มด้วยแล้ว บรรยากาศยิ่งเงียบยิ่งกว่าเงียบ นานๆจึงจะมีรถสวนทางมาสักคันหนึ่ง ผ่านอำเภอกุดบากมีป้ายบอกว่า อีก ๑๕ กิโลเมตรถึงนิคมน้ำอูน สองข้างทางเป็นบรรยากาศของท้องทุ่งที่มองเห็นในความมืดสลัวๆ พวกเรามาถึงนิคมน้ำอูนตอนเกือบสี่ทุ่ม มีแต่ความเงียบ ไม่พบผู้คนเลยสักคนเดียว ถนนไม่มีแม้แต่แยกไฟแดง ไม่มีร้านรวงใดๆทั้งสิ้น และแน่นอนไม่มีวี่แววของร้านสะดวกซื้ออย่าง 7/11 รถมาจอดหน้าโรงพัก มาตรวัดระยะทางที่ตั้งวัดระยะไว้เมื่อออกเดินทางบอกระยะทาง ๖๕๐ กิโลเมตรพอดี…

โรงพักนิคมน้ำอูนนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ อันเป็นถนนเชื่อมระหว่างอำเภอกุดบาก อำเภอนิคมน้ำอูนและอำเภอวาริชภูมิ ต้องเลี้ยวเข้าไปตามถนนแยกที่เป็นกึ่งซีเมนต์กึ่งลูกรังอีกประมาณ ๒๐๐ เมตร อันเป็นพื้นที่ตั้งของส่วนราชการ มีที่ว่าการอำเภอ โรงพยาบาล ตลาด และหมู่บ้าน ในเวลาที่ไปถึงนั้นมีแต่ความเงียบและความมืด พวกเราไม่พบใครเลยเมื่อตอนเลี้ยวเข้ามาในพื้นที่ชุมชน บรรยากาศตอนนั้นชวนวังเวงเหมือนในหนังสยองขวัญที่เคยดูไม่มีผิด ตัวโรงพักก็มีเพียงไฟนีออนดวงเดียวที่เปิดอยู่ (ตัวที่ทำการอำเภอที่อยู่ใกล้ก็มีสภาพไม่ต่างกัน) มีรถจักรยานยนต์จอดอยู่คันหนึ่ง ไม่เห็นรถยนต์สายตรวจหรือเห็นตำรวจคนใดอย่างที่เคยเห็นในโรงพักในกรุงเทพฯ ในนครบาลนั้นแม้จะเป็นเวลาค่ำคืนดึกดื่นเพียงใดโรงพักก็ไม่เคยปราศจากผู้คนหรือตำรวจ อย่างน้อยก็ต้องมีร้อยเวร สิบเวร เสมียนเวรอยู่ทำหน้าที่ มีสายตรวจแวะเวียนเข้ามาโรงพัก นำตัวคนเมาบ้าง คู่กรณีบ้างเข้ามาไม่ขาด แต่ที่นี่..ที่โรงพักนิคมน้ำอูนตอนเวลา ๒๒.๐๐ น.นี้ เงียบเชียบไม่เห็นใครเลยสักคน…!

ตัวสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน ยังเป็นเรือนไม้สองชั้น น่าจะเป็นโรงพักไม้รุ่นแรกๆที่เหลืออยู่ไม่กี่ที่ในประเทศไทย...น่าที่จะอนุรักษ์ไว้

ตัวสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน ยังเป็นเรือนไม้สองชั้น น่าจะเป็นโรงพักไม้รุ่นแรกๆที่เหลืออยู่ไม่กี่ที่ในประเทศไทย…น่าที่จะอนุรักษ์ไว้

จอดรถออกมายืดเส้นยืดสายอยู่หน้าโรงพัก สังเกตุดูเป็นอาคารไม้แบบโรงพักรุ่นแรกๆ ที่สร้างมาหลายสิบปีแล้ว มีบันไดขึ้นด้านหน้าทางซ้ายและทางขวา ชั้นล่างต่อเติมก่อเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ทั้งหมด พื้นที่โดยรอบกว้างขวางเอาการอยู่ แม้จะมืดสลัวแต่ก็พอมองเห็นอาณาเขตที่เป็นรั้วลวดหนามขึงไว้โดยรอบ มีสระน้ำและศาลาริมน้ำอยู่ทางด้านซ้ายของโรงพัก ยืนมองรอบๆอยู่สักพักก็มีตำรวจนายหนึ่ง(ปัจจุบันนี้เสียชีวิตไปแล้ว)โผล่หน้ามาจากชั้นที่สองของอาคาร ถามผู้เขียนเป็นภาษาอิสานได้ความทำนองว่า “มีเรื่องอะไรหรือ” หรือว่า “มาทำไม” อะไรสักอย่างไม่แน่ใจนัก… เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าจะเดินทางมาถึงในวันนี้ แม้ที่โรงพักจะรู้ว่า มีนายตำรวจถูกย้ายจากกรุงเทพฯมาอยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด.. ผู้เขียนยิ้มแล้วก็บอกไปว่า “สวัสดีครับผมเป็นตำรวจย้ายมาอยู่ที่นี่ครับ”.. เพียงแค่นั้น ตำรวจนายนั้นก็ยิ้มตอบพร้อมกับยกมือไหว้แล้วตอบมาเป็นภาษากลางว่า “อ้อเจ้านายเองหรือสวัสดีครับ พวกผมก็รออยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะมาถึงวันนี้”… แล้วเขาก็ไปเรียกตำรวจอีกนายหนึ่ง พูดกันเป็นภาษาท้องถิ่นซึ่งผู้เขียนฟังไม่ทันว่าพูดกันว่าอย่างไร แล้วก็พากันลงมาต้อนรับขับสู้ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง พยายามที่จะติดต่อจ่ากองเพื่อจัดหาที่หลับที่นอนให้

ผู้เขียนกับเพื่อนกำลังหิวจึงได้ถามว่า “ที่นี่จะหาอะไรทานได้ที่ไหนเนี่ย มีร้านบะหมี่หรือร้านอาหารตามสั่งไหม” พวกเขาได้แต่บอกว่า “ไม่มีแล้วครับตอนนี้ร้านค้าปิดหมดแล้ว หากจะหาร้านอาหารทานคงต้องไปที่อำเภอวาริชภูมิ” อีกคนหนึ่งบอกว่า “วาริชก็คงไม่มีเหมือนกัน คงต้องไปที่พังโคน” (อีกอำเภอหนึ่งของจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นอำเภอที่ใหญ่กว่าอยู่ในเส้นทางหลักระหว่างสกลนครกับอุดรธานี) แล้วก็บอกว่า “เจ้านายยังไม่ได้ทานอะไรมาหรือเดี๋ยวจะให้แม่บ้านทำให้ทาน” แต่เนื่องจากดึกมากแล้วแม่บ้านของตำรวจนั้น(ซึ่งตอนนี้เกษียณราชการไปแล้ว)ก็คงจะหลับนอนแล้วเช่นกัน ผู้เขียนจึงได้ปฏิเสธไปด้วยความเกรงใจและซาบซึ้งยิ่ง และด้วยความหิวของเราสองคน จึงจำใจต้องขับรถไปทานบะหมี่เกี๊ยวแห้งคนละหนึ่งชามที่อำเภอพังโคน รวมระยะไปกลับเกือบ ๘๐ กิโลเมตร….กลับมาถึงตำรวจก็เรียกจ่ากองเตรียมที่หลับที่นอนหมอนมุ้งมารอไว้แล้ว เขาพาเราไปนอนที่ห้องว่างของอาคารชั้นเดียวที่อยู่หลังโรงพัก พร้อมบอกว่า พรุ่งนี้ค่อยหาบ้านเช่า บ้านพักประจำตำแหน่งนั้นมีท่านอื่นอยู่แล้ว เนื่องจากตำแหน่งของผู้เขียนนี้ไม่ได้มีผู้ใดมาดำรงตำแหน่งเสียนาน บ้านพักจึงได้จัดสรรให้กับผู้อื่นไปแทน ผู้เขียนกับเพื่อนได้แต่กล่าวขอบคุณในไมตรี คืนนั้นจึงได้นอนกับตามมีตามเกิดไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำไป…

ด.ต.จ่อย หรือ คงฤทธิ์ หรือพี่จ่อย หรืออ้ายจ่อย ผู้ที่มีน้ำใจกับผู้เขียนเสมอมาตั้งแต่มาถึงในวันแรก ยืนอยู่บันไดทางขึ้นโรงพักนิคมน้ำอูน

ด.ต.จ่อย หรือ คงฤทธิ์ หรือพี่จ่อย หรืออ้ายจ่อย ผู้ที่มีน้ำใจกับผู้เขียนเสมอมาตั้งแต่มาถึงในวันแรก ยืนอยู่บันไดทางขึ้นโรงพักนิคมน้ำอูน

ด.ต.ทวี  หรือ อ้ายวีวัง หรือ บ่าวี  ตำรวจน้ำอูนอีกคนหนึ่งที่ดูแลผู้เขียนกับเพื่อนอย่างจริงใจ

ด.ต.ทวี หรือ อ้ายวีวัง หรือ บ่าวี ตำรวจน้ำอูนอีกคนหนึ่งที่ดูแลผู้เขียนกับเพื่อนอย่างจริงใจ

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนมาใช้ชีวิตอยู่ที่นิคมน้ำอูน สกลนคร…. หลังจากวันนั้นแล้ว ผู้เขียนต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เคยชินกับสภาพพื้นที่อยู่หลายวัน ต้องเรียนอีกครั้งว่า ผู้เขียนไม่ใช่คนประเภทเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่ใช่คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างผู้มีอันจะกินชั้นสูงทั้งหลาย จึงไม่มีปัญหาใดที่หนักเกินไปกับการอยู่อย่างบ้านนอกเช่นนี้ แต่ด้วยความเคยชินกับสภาพสังคมเมืองอย่างในกรุงเทพฯ เคยชินกับสภาพของการทำงานในโรงพักขนาดใหญ่อย่าง สน.ห้วยขวาง และ สน.พญาไท อยู่ใจกลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คน วันๆหนึ่งแทบไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ต้องไปทำนู่นทำนี่ เข้าร่วมประชุม ออกมาก็ประชุมชี้แจงผู้อื่นต่อ ออกกำกับดูแลควบคุมการทำงานของตำรวจในความรับผิดชอบ มีงานหรือกิจกรรมของชุมชนมในพื้นที่ให้ได้ออกไปร่วมทุกวัน วันละหลายครั้ง จะกินจะนอนเมื่อใดเมื่อไหร่ก็สะดวกไม่มีข้อจำกัด… แต่ตอนนี้ต้องมาทำงานในพื้นที่ที่ห่างไกลจากความเป็นสังคมเมืองอย่างยิ่ง จึงได้แต่นั่งงงอยู่หลายวันเหมือนกันกว่าจะจับต้นชนปลายได้ แต่เมื่อพอตั้งหลักได้ พอคุ้นเคยกับผู้ร่วมงาน ได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของที่นี่ ก็เริ่มสนุกกับการที่ได้ทำอะไรใหม่ๆไม่เหมือนกับที่เคยทำมาในนครบาล ตอนเช้าตื่นก็ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก เพราะบ้านพักของผู้เขียนนั้นอยู่ติดรั้วติดกับถนนลูกรังทางลงไปอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนน้ำอูน ทุกเช้าประมาณหกโมงเช้าก็จะมีเสียงกระดึงที่ผูกอยู่กับคอวัวเดินกันมาเป็นฝูงดัง กรึ๊งกรั๊ง ทุกเช้า เป็นอันว่าได้เวลาตื่น ลุกขึ้นมาตอนเช้าอากาศช่างดีแสนดีสดชื่นอย่างที่ไม่เคยพบได้ในกรุงเทพฯ ออกกำลังกายพอเหงื่อซึมก็อาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปปล่อยแถวเคารพธงชาติ แล้วก็พาตำรวจสายตรวจทั้งหมดในผลัดซึ่งมีอยู่ด้วยกันเพียง ๔ นาย (ทั้งโรงพักมีข้าราชการตำรวจทั้งสัญญาบัตรและชั้นประทวนเพียง ๓๐ เศษเท่านั้น) เดินเท้าไปเยี่ยมตลาดพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า (ซึ่งตอนแรกก็แปลกใจว่าตำรวจมาทำไม เพราะไม่เคยมีตำรวจคนไหนพาตำรวจมาเดินตรวจที่ตลาด เคยเห็นแต่ตำรวจมาซื้อกับข้าว แต่ต่อมาก็ชินเพราะเดินกันทุกวันเริ่มที่จะพูดคุยกันคุ้นเคยมากขึ้น) แล้วก็แวะทานกาแฟที่ร้านกาแฟแห่งเดียวในตลาดน้ำอูน เสร็จแล้วก็พากันเดินไปเยี่ยมอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมที่มีอยู่แห่งเดียวประจำอำเภอ แล้วก็เดินกลับมาโรงพักผ่านชุมชน ระยะทางในการเดินรวมทั้งสิ้นไม่เกิน ๒ กิโลเมตร มาดูเวลายังไม่ถึงสิบโมงเช้าเลย อะไรกันทำไมเวลามันถึงได้เดินช้าอย่างนี้… จริงๆครับท่านผู้อ่าน ผู้เขียนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ทำอะไรไปตั้งเยอะไปมาตั้งหลายที่ ทำไมมันเพิ่งเก้าโมงกว่าๆเอง… นี่คือกิจวัตรประจำวันในช่วงเช้าของผู้เขียนที่ทำทุกวันในช่วงที่มาทำงานอยู่ที่นิคมน้ำอูนในปี ๒๕๔๙ หากเป็นวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการก็เหลือแต่เดินเยี่ยมตลาดและชุมชนในช่วงเช้าอย่างเดียว… ไม่นานคนทั้งตลาดและชุมชนก็รู้จักผู้เขียนว่า เป็นตำรวจที่ย้ายมาจากกรุงเทพฯ

บริเวณอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนนิคมน้ำอูนซึ่งเดิมทีเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน ชุมชน เมื่อสร้างเขื่อนเป็นเหตุน้ำท่วมที่ราบลุ่มทั้งหมด ชาวบ้านและชุมชนจึงได้ถูกอพยพขึ้นมาในที่สูงอันเป็นที่ตั้งของนิคมน้ำอูนในปัจจุบัน

นิคมน้ำอูนนั้น เป็นอำเภอเล็กๆ เล็กที่สุดในจังหวัดสกลนคร หรือจะเรียกว่าเล็กที่สุดในประเทศเลยก็ไม่น่าจะผิดนัก เป็นพื้นที่พิเศษที่จัดตั้งขึ้นเป็นนิคมสร้างตนเองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ เดินนั้นเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอำเภอวาริชภูมิ อำเภอพรรณานิคมและอำเภอกุดบาก ต่อมาเมื่อมีการสร้างเขื่อนนิคมน้ำอูน ทำให้ต้องมีการอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันที่มีการจัดสรรให้ประชาชน และจัดตั้งเป็นอำเภอในที่สุด ปัจจุบันมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์ประมาณ ๑๔,๐๐๐ คน แต่ที่อยู่อาศัยจริงไม่น่าจะเกินหนึ่งหมื่นคน เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่ในวัยทำงานหรือหนุ่มสาวมักจะเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะพ่อแม่วัยหนุ่มสาว มักให้ลูกอยู่กับญาติผู้ใหญ่ ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา จะกลับมาช่วยหรือเยี่ยมบ้านก็ตอนหน้านาหรือหน้าเก็บเกี่ยว และยิ่งตอนนี้ที่นากลายเป็นสวนยาง ปลูกยางกันเกือบหมดทั้งอำเภอ กรีดยางเก็บน้ำยางก็มักจะใช้การจ้าง ประชากรในพื้นที่จึงเหลือจริงๆไม่เท่าไหร่ ผู้เขียนเคยเข้าประชุมร่วมกับนายอำเภอเมื่อคราวที่ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านใหม่มาตรวจเยี่ยม นายอำเภอนำเรียนว่า ในพื้นที่นิคมน้ำอูนนี้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ เพราะบางตำบลนั้นมีประชากรไม่พอที่จะตั้งเป็นองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) ด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากมีปัจจัยทางด้านการปกครองจึงจำเป็นต้องจัดตั้งเป็น อบต.

ข้าวในนาที่นิคมน้ำอูนกำลังสุก บ้างก็เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว สภาพที่เห็นได้สองข้างทางระหว่างเดินทางเข้าไปพื้นที่อำเภอนิคมน้ำอูนในช่วงปลายปีเช่นนี้

ประชากรที่นี่ไม่ต้องบอกก็พอทราบว่า มีอาชีพเกษตรกร ทั้งทำนา สวนยาง ไร่มันสำปะหลัง สวนผลไม้ เช่น แก้วมังกร สัปปะรด มะขาม พุดทรา เป็นต้น  มีตลาดเล็กๆ ทีมีพ่อค้าแม่ค้าอยู่ประมาณ ๓๐ ราย ขายเฉพาะกลางวัน ร้านค้าร้านอาหารไม่ค่อยมี เพราะชาวบ้านทำอาหารทานกันเองเป็นส่วนใหญ่ ร้านอาหารตามสั่งมีอยู่ประมาณ ๔ แห่ง มีร้านอาหารในลักษณะแบบสวนอาหารคล้ายในกรุงเทพฯอยู่แห่งหนึ่ง เจ้าของมีลูกเคยไปทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เลยจำแบบอย่างมาจัดร้าน แต่ขอโทษทีนะครับ อาหารที่ร้านนี้รสชาดค่อนข้างเหมือนกรุงเทพฯก็จริง แต่ราคาอาหารนั้นร้านในกรุงเทพฯอาจจะต้องชิดซ้าย เพราะแพงกว่าในกรุงเทพเสียอีก..ขอบอก… ร้านค้าของชำหรือที่เรียกว่าร้านโชวห่วยนั้น มีมากหน่อย มีอยู่ทุกหมู่บ้านๆละ ๑-๓ แห่ง (ที่นี่มีอยู่ ๔ ตำบล มีหมู่บ้านรวมแล้ว ๒๙ หมู่บ้าน) ปั๊มน้ำมันมี ๒ แห่ง ก่อนนี้มีแห่งเดียว เพิ่งมาเปิดใหม่ในปีนี้อีกแห่งหนึ่ง ส่วนปั๊มหลอดมีอยู่ประมาณ ๙ ที่กระจายไปตามหมู่บ้านต่างๆซึ่งอยู่ห่างไกลกันพอสมควร ไม่มีธนาคาร แต่มีรถธนาคารเคลื่อนที่มาให้บริการที่ตลาดอาทิตย์ละ ๑ วัน  มีตู้ ATM อยู่หนึ่งแห่ง (เร็วๆนี้จะมีมาตั้งอีกแห่งแล้ว..อิอิ) มีตลาดนัดหมุนเวียนมาเปิดที่หน้าอำเภอเดือนละ ๒ ครั้ง แต่ในปีนี้ผู้เขียนกลับมาอีกครั้ง เห็นว่ามีร้านหมูกะทะมาตั้งใหม่ด้วย แล้วก็มีร้านรับล้างรถ อัดฉีดรถยนต์แล้ว อ้อ..มีรีสอร์ทแล้วด้วยแห่งนึง….อิอิ

 
2 ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 23, 2012 in สังคมและการเมือง, Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

2 responses to “เรื่องเล่าของตำรวจบ้านนอก….จากในเมืองมาสู่บ้านนอก

  1. ฉัตรชัย

    มกราคม 4, 2014 at 1:31 pm

    ตำรวจท่านไหนครับ

     
    • sertsak

      มกราคม 6, 2014 at 9:18 pm

      ในโพสต์นี้ไม่มีกระผมขอรับ

       

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Kaebmoo's Blog

Blog ไม่ใช่ของกู

voaw

A great WordPress.com site

sertsak

No noodles, the family.

Live, Nerd, Repeat

Making life better through the perfect application of humor and nerdery

You read me, but you can change me not.

Mentally unhealthy kinda characteristic.

The Kid Travels

Ed Gregory (The Kid) goes travelling

Bagni di Lucca and Beyond

Brisbane, Bagni di Lucca and everything in between

TED Blog

The TED Blog shares interesting news about TED, TED Talks video, the TED Prize and more.

Framework

Capturing the world through photography, video and multimedia

[e]

a little about (M)E

On The Scene

Follow FOX News reporters and producers around the globe to get raw, behind-the-scenes access to the stories making headlines.

NewsFeed

Breaking news and updates from Time.com. News pictures, video, Twitter trends.

Post it Notes from my Idiot Boss

delivered directly to my computer monitor on an all too regular basis...

The Life and Times of Nathan Badley...

just like Moby Dick, but shorter and less whale-oriented.

Allen's Zoo

Art, Illustration, Character Design

Search Blogs

Just another WordPress.com weblog

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.

%d bloggers like this: